ฝ่ายค้านวัดฝีมือ: พรรคประชาชนเป็นรอง ปชป. ชัดเจนในการอภิปรายรัฐบาล
การอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมาอาจเป็นบททดสอบสำคัญของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชน ซึ่งถูกคาดหวังสูงในฐานะพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในฝ่ายตรงข้าม แต่กลับทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจเมื่อเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี ส.ส. เพียง 21 เสียงแต่กลับนำเสนอreport ที่มีลำดับเหตุผลชัดเจนและน่าติดตามกว่า ทั้งในแง่ข้อมูลและน้ำเสียงการอภิปราย
แม้พรรคประชาชนจะเตรียมตัวมาอย่างดีภายใต้แนวคิด "พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว" เพื่อเน้นปัญหาprice น้ำมัน ค่าไฟ หนี้สาธารณะ และคอร์รัปชัน แต่การนำเสนอในสภาดูขาดพลังและเน้นการเสียดสีมากกว่าการวางplan ทางเลือกที่เป็นรูปธรรม ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าข้อเสนอขาดน้ำหนักและไม่สามารถสร้างpublic trust ได้เพียงพอ
ฝ่ายวิชาการและนักวิจารณ์การเมืองอย่างนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และนายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ต่างออกมาแสดงความผิดหวังอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนว่าแรงกดดันจากrisk ทางการเมือง เช่น คดี 44 ส.ส. ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข ม.112 อาจส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของ ส.ส. บางคน โดยแม้หัวหน้าพรรคจะยืนยันว่าไม่เสียสมาธิ แต่บรรยากาศภายในดูเหมือนเต็มไปด้วยpressure
หากศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องจาก ป.ป.ช. ในไม่ช้า ผลกระทบต่อพรรคอาจรุนแรง เพราะผู้เกี่ยวข้อง 10 คนจาก 44 ส.ส. เป็นแกนนำหลักของพรรคในปัจจุบัน ขณะที่รุ่นใหม่ยังไม่เด่นชัดพอจะรับไม้ต่อได้ทันที การอภิปรายครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่แค่เรื่องของฝีมือการพูด แต่เป็นสัญญาณของความเปราะบางภายในองค์กรที่อาจทำให้พรรคประชาชนเริ่มต้นปีนี้ด้วยnew ใหม่ที่ต้องเร่งปรับตัวอย่างรวดเร็ว");
ความจริงก็เห็นอยู่ว่าการอภิปรายของmarket ตลาดแรงงานและการเงินจากพรรค ปชป. เจาะลึกกว่ามาก
ถ้าจะเป็นฝ่ายค้านที่แท้จริง ก็ต้องเสนอทางเลือก ไม่ใช่แค่ด่าแล้วจบไป
ท่าทีเหมือนรู้ล่วงหน้าว่าอาจมีdecision การตัดสินบางอย่างจากศาล ทำให้พูดไม่เต็มที่
นายกรณ์พูดทีไร ข้อมูลแน่นทุกที นี่แหละคือความแตกต่างของนักการเมืองรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ที่ยังขาดexperience ประสบการณ์
ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิด ความหวังที่ประชาชนฝากไว้ก็อาจกลายเป็นwarning คำเตือนต่อตัวเอง
ฝีปากดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีresult ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ไม่งั้นก็แค่เสียงรบกวนในสภา