ชี้ชัดอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ต้นตอใหญ่ปัญหาฝุ่นพิษ แต่รัฐกลับโยนให้ชาวบ้านรับผิด
การแก้ปัญหาฝุ่นพิษในประเทศไทยยังคงเดินหน้าด้วยความล่าช้า ท่ามกลางความพยายามของภาคประชาชนที่ผลักดัน แผนใหม่ ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ซึ่งถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลง structure การจัดการมลพิษที่มีมานาน แต่กลับต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มทุนและแรงกดดันทางการเมือง จนกฎหมายที่ควรจะเป็นเครื่องมือปกป้องชีวิตและสุขภาพของประชาชน กลับกลายเป็นเรื่องโต้แย้งที่ถูกเบี่ยงเบนไปสู่การกล่าวโทษชาวบ้านที่ทำไร่หมุนเวียน
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ จากมูลนิธิชีววิถี ชี้ว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของวิกฤตฝุ่นควันเริ่มต้นจาก policy ของรัฐที่สนับสนุนการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมจากไร่หมุนเวียนมาเป็นการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วงปี 2547-2551 ที่มีการผลักดันภายใต้กรอบความร่วมมือ ACMECS ทำให้พื้นที่ป่าและที่ดินถูกเปลี่ยนเป็นแปลงข้าวโพดเพื่อตอบสนอง market อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ปัญหาฝุ่นพิษจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเผาในที่โล่ง แต่เกิดจาก industrial agriculture ที่ขยายตัวอย่างไม่ควบคุม
ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่า ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือกว่า 70-80% มาจาก transboundary pollution โดยเฉพาะจากพื้นที่รัฐฉานในเมียนมา ที่มีการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ป่าอย่างกว้างขวางเกินกว่าพื้นที่ภาคเหนือของไทยรวมกัน แต่กลับไม่มีการพูดถึงต้นตอที่แท้จริงนี้ในนโยบายสาธารณะ ขณะที่ชาวบ้านถูกตั้งคำถามและถูกจำกัดสิทธิ์ในการจัดการที่ดินของตนเอง แม้แนวทางการใช้ไฟของชุมชนจะมี ecological wisdom ที่ควบคุมได้และไม่ก่อให้เกิดมลพิษรุนแรง
ร่างกฎหมายฉบับประชาชนเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนในการวางแผนและเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ โดยออกแบบกลไกให้ทุนต้องรับผิดชอบ และให้พื้นที่มีอำนาจตัดสินใจมากขึ้น ไม่ใช่แค่รอคำสั่งจากส่วนกลาง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากยังคงใช้แนวทางเดิมที่เน้นการห้ามเผาอย่างเหมารวม โดยไม่แยกแยะแหล่งกำเนิดที่แท้จริง และไม่ยอมรับบทบาทของชุมชน ปัญหาจะวนลูปซ้ำ ไม่เคยมี real solution และแรงกดดันต่อ public health ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อยู่เชียงใหม่มา 20 ปี จำได้ว่าเมื่อก่อนไม่เคยมีหมอกควันแบบนี้ ตั้งแต่ข้าวโพดล้อมเมือง เศรษฐกิจก็ดูดีขึ้นนะ แต่ price ราคา ที่ต้องจ่ายด้วยสุขภาพ มันสูงเกินไป
รัฐบอกว่าช่วยชาวบ้านให้เลิกเผา แต่กลับสนับสนุนให้เปลี่ยนไปปลูกข้าวโพด แถมให้เงินอุดหนุน นี่คือ hypocrisy ความขัดแย้ง ที่ชัดเจนที่สุด
ลูกป่วยบ่อยมากช่วงหน้าฝุ่น ไปหาหมอทุกเดือน อยากถามว่าแล้วใครจะรับผิดชอบ health risk ความเสี่ยง พวกนี้ กฎหมายจะผ่านเมื่อไหร่กันแน่
เราเผาไร่ตามวิถี แต่เผาแค่เดือนละครั้ง ควบคุมไฟทุกครั้ง แต่กลับถูกจับ ถูกปรับ ทั้งที่แปลงข้าวโพดใหญ่ๆ ไม่มีใครไปตรวจสอบเลย
ถ้ารัฐจริงใจเรื่องอากาศสะอาด ทำไมไม่เริ่มจาก regulation การควบคุม บริษัทใหญ่ที่ลงทุนข้ามแดน แล้วกลับมาทำตัวเป็นเหยื่อ
คำว่า 'ไร่เลื่อนลอย' ถูกใช้ผิดมาตลอด ชาวบ้านไม่ได้ทำลายป่า แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของ ecosystem ระบบนิเวศ ที่รักษามันไว้