ความขัดแย้งในอิหร่านดันเงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง ผู้บริโภคเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่น
ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในอิหร่าน กำลังส่ง pressure อย่างหนักต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงแรงงานเผยให้เห็นว่า inflation ในเดือนมีนาคมปรับตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นับเป็นอัตราสูงสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 จุดจากเดือนกุมภาพันธ์ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนต่อ market และผู้บริโภค
ต้นตอหลักของการพุ่งขึ้นของ price มาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 21.2 จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นอัตราเพิ่มสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 2510 ขณะที่ energy โดยรวมปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 12.5 ในรอบปี แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงบางประการ แต่การเคลื่อนย้ายผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ risk ด้านซัพพลายยังคุกคามเสถียรภาพของตลาด
แม้ core inflation ที่ไม่นับรวมอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ร้อยละ 2.6 แต่สัญญาณจากผู้บริโภคกลับดูน่ากังวลมากขึ้น ผลสำรวจล่าสุดจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า consumer confidence ลดลงเหลือเพียง 47.6 จุดในเดือนเมษายน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2521 สะท้อนถึงความวิตกที่แพร่หลายในทุกกลุ่มประชากร
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องระบุว่า ผู้บริโภคจำนวนมากมองว่าความขัดแย้งในอิหร่านคือปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ ต้นทุนการครองชีพ เพิ่มขึ้น และคาดว่าสถานการณ์อาจทำให้ economic outlook ยิ่งซับซ้อนขึ้น หากความตึงเครียดยังดำเนินต่อไป การจัดทำ new plan ด้านพลังงานและการคลังจึงกลายเป็นความท้าทายเร่งด่วนสำหรับผู้กำหนดนโยบาย
ราคาน้ำมันพุ่งขนาดนี้ ค่าครองชีพก็ยิ่งสูงขึ้น ใครจะรับไหว price ราคา ทุกอย่างเริ่มตามขึ้นหมดแล้ว
อยู่ดีๆ ก็โดนผลกระทบจากสงครามที่ไกลแสนไกล นี่คือ global market ตลาดโลก จริงๆ ไม่มีประเทศไหนโดดเดี่ยวได้แล้ว
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงขนาดนี้ แสดงว่าคนเริ่มไม่ไว้ใจ economic policy นโยบายเศรษฐกิจ แล้ว ต้องมีการปรับแผนด่วน
แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่การขนส่งยังเสี่ยงอยู่ ความ risk เสี่ยง ทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่หายไป
ตอนนี้ทุกคนพูดถึงแต่เงินเฟ้อ แต่รัฐบาลยังไม่เห็น response การตอบสนอง ที่ชัดเจนเลย ช้าเกินไปหรือเปล่า
พลังงานเป็นต้นตอของทุกอย่าง ถ้าไม่จัดการเรื่อง energy supply การจัดหาพลังงาน ให้ได้ เศรษฐกิจก็จะสั่นคลอนต่อไป