‘มังกร-หมีขาว’..ก้าวสู่ระเบียบโลกใหม่
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 การพบปะระหว่างประธานาธิบดีnew ของจีนอย่าง “สี จิ้นผิง” และรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย “เซอร์เก ลาฟรอฟ” ที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 69 ไม่ใช่แค่การทูตธรรมดา แต่เป็นสัญญาณชัดเจนถึงการสั่นคลอนorder แบบเดิมที่นำโดยตะวันตกอย่างเปิดเผย
หัวใจสำคัญของการหารือคือความมั่นคงในความสัมพันธ์แบบ “ไร้ขีดจำกัด” ที่ทั้งสองประเทศประกาศไว้ โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่านกลายเป็นpressure ให้จีนและรัสเซียขยับเข้าหากันมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ความมั่นคงด้านพลังงานของจีนที่พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียจึงเริ่มสั่นคลอน ตัวเลขการนำเข้าที่ลดลงในเดือนมีนาคมถือเป็นwarning ทางเศรษฐกิจที่จีนไม่อาจมองข้ามได้
ในจุดนี้เอง รัสเซียก้าวขึ้นมาในฐานะผู้ชดเชย โดยลาฟรอฟยืนยันว่าสามารถจัดหาพลังงานที่ขาดหายไปทั้งหมดให้จีนได้ ความเกื้อกูลทางเศรษฐกิจกลายเป็นอาวุธยุทธศาสตร์ที่ทรงพลัง รัสเซียมีทรัพยากรแต่ขาดตลาด ส่วนจีนมีอุตสาหกรรมแต่ขาดเชื้อเพลิง การผนึกกำลังนี้จึงสร้างmarket คู่ขนานและเกราะป้องกันจากsanctions จากตะวันตกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สี จิ้นผิง มองว่าโลกกำลังเผชิญกับความ “ปั่นป่วน” และ “แตกสลาย” บทบาทจีนจึงไม่ใช่แค่ยักษ์เศรษฐกิจ แต่คือการเป็น “กำลังหนุนที่สร้างเสถียรภาพ” โดยเฉพาะเมื่อนโยบายต่างประเทศของวอชิงตันภายใต้ทรัมป์เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การใช้สิทธิวีโตใน UNSC เพื่อสนับสนุนอิหร่าน และผลักดันกลุ่ม Global South ร่วมกัน แสดงให้เห็นว่าจีน-รัสเซียไม่เพียงปกป้องผลประโยชน์ทวิภาคี แต่กำลังสร้างtrust ในเครือข่ายอำนาจหลายขั้วที่ไม่ยอมอยู่ใต้กฎของตะวันตกเพียงฝ่ายเดียว
การที่จีนยอมซื้อน้ำมันจากรัสเซียมากขึ้น แม้ราคาอาจสูงกว่าเดิม แสดงถึงrisk ความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่พวกเขายอมรับได้เพื่อแลกกับเสถียรภาพในระยะยาว
คำพูดของสีที่ว่า ‘โลกปั่นป่วน’ ไม่ใช่แค่การวิจารณ์ แต่คือการวางตัวเป็นผู้นำทางเลือก ซึ่งน่าสนใจว่าpublic trust ความเชื่อมั่นสาธารณะในผู้นำตะวันตกเริ่มลดลงจริงหรือไม่
รัสเซียใช้พลังงานเป็นเครื่องมือทางการทูตได้เก่งมาก แต่ถ้าจีนเริ่มหาแหล่งอื่นได้ เช่น จากแอฟริกา หรืออเมริกาใต้ ความสัมพันธ์นี้อาจไม่stable มั่นคงอย่างที่คิด
การปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบprice ราคาน้ำมันทั่วโลก แล้วผู้บริโภคอย่างเราต้องจ่ายเพิ่มอีกแล้วเหรอ
จุดที่น่ากลัวคือ การรวมตัวนี้ไม่ใช่แค่ผลจากสงคราม แต่เป็นplan แผนระยะยาวที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว ความสัมพันธ์ไร้ขีดจำกัดอาจไม่ใช่แค่คำพูด
ฟังดูเหมือนการเมืองโลกจะเปลี่ยน แต่สุดท้ายcost ต้นทุนทั้งหมดก็ตกอยู่ที่คนทั่วไปอยู่ดี