รสนา ทวงสิทธิ์เงินสำรองน้ำมัน 34,000 ล้านบาท เรียกร้องไม่อิงสิงคโปร์ ไม่ต้องชดเชย
เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา และประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ สภาผู้บริโภค ออกมาทวงสิทธิ์ของประชาชนหลังเปิดเผยข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2561 ถึง 2569 ผู้บริโภคชาวไทยได้จ่ายprice น้ำมันที่รวมค่าสำรองเพื่อความมั่นคงเข้าไปด้วย เป็นเงินรวมกว่า 34,000 ล้านบาท แต่จนถึงวันนี้ยังไม่ได้รับประโยชน์จากการสำรองน้ำมันเหล่านั้นอย่างแท้จริง
เธอย้ำว่า การตั้งราคาหน้าโรงกลั่นที่อิงตามราคาสิงคโปร์ หรือที่เรียกว่า import parity ทำให้เกิดcost เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย หรือค่าสูญเสียระหว่างทาง ทั้งที่น้ำมันส่วนใหญ่ผลิตในประเทศ ไม่ได้นำเข้า จึงไม่ควรถูกเรียกเก็บ พร้อมตั้งคำถามว่า ค่าสำรองน้ำมันที่จ่ายไปแล้ว อยู่ที่ไหน และควรนำมาใช้เพื่อลดภาระประชาชนในยามวิกฤตได้หรือไม่
ขณะที่market น้ำมันยังคงผันผวน และกองทุนน้ำมันฯ เพิ่งประกาศลดราคาดีเซลลงลิตรละ 1.50 บาท แต่รสนาชี้ว่า การลดแบบนี้เหมือน ‘ขึ้นกระต่าย ลดเต่า’ ไม่ตอบโจทย์ เพราะรัฐยังต้องใช้กองทุนมาชดเชยราคาอยู่ ทั้งที่ควรหยุดการอิงราคาสิงคโปร์ และใช้น้ำมันสำรองที่ประชาชนจ่ายไปแล้วมาช่วยลดpressure ด้านต้นทุนโดยตรง
เธอยังขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตรวจสอบมติ กบง. ตั้งแต่ปี 2561 ที่มีการอนุมัติเก็บค่าสำรองน้ำมันตั้งแต่ 0.68 ถึง 0.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนการชดเชยที่อาจเกิดความคลาดเคลื่อน เพราะราคาน้ำมันที่ใช้ชดเชยอาจรวมprofit จากค่าการกลั่นที่สูงถึงลิตรละ 16.40 บาท ซึ่งปกติควรอยู่ที่เพียง 2-2.50 บาท เท่านั้น
เงิน 34,000 ล้านนี่ถ้าเอามาลดราคาน้ำมันจริงๆ ประชาชนก็หายใจโล่งขึ้นเยอะ อย่าให้กลายเป็นcost ค่าใช้จ่ายที่ไม่เห็นผลงาน
ทวงคืนสิทธิ์ได้แล้ว อย่าให้เอกชนกินฟรี แล้วประชาชนแบกpressure แรงกดดันทั้งหมด
เคยคิดว่าการอิงราคาสิงคโปร์คือความโปร่งใส แต่อ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกว่ามันคือการสร้างrisk ความเสี่ยงให้คนใช้รถตัวเล็ก
สรุปคือน้ำมันสำรองเก็บไว้ให้โรงกลั่น แต่เวลาแพง ประชาชนต้องควักกระเป๋าเองอีกรอบ แล้วเงินกองทุนน้ำมันไปไหนหมดreport รายงานชัดๆ หน่อย
น้ำมันขึ้นทุกที แต่ไม่เห็นลดเร็วเท่าที่ควร ขอให้รัฐฟังเสียงคนตัวเล็กบ้าง อย่าปล่อยให้plan แผนดูแลพลังงานล้มเหลวซ้ำซาก
34,000 ล้านบาทไม่ใช่ตัวเลขเล็กๆ ถ้ามีจริง ต้องตอบสังคมได้ว่าน้ำมันสำรองอยู่ที่ไหน ใครดูแล แล้วจะใช้เมื่อไหร่public trust ความเชื่อมั่นของประชาชนอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส