กรณ์ จี้ ก.ล.ต. สอบด่วน บางจาก ปมแต่งตั้งบอร์ดทุนเทา หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อน
การประชุมผู้ถือหุ้นล่าสุดของmarket พลังงานไทยกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามใหญ่ต่อgovernance บริษัท หลังนายกรณ์ จาติกวนิช ส.ส.และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาตั้งข้อสังเกตอย่างรุนแรงต่อการแต่งตั้งกรรมการใหม่ของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น ซึ่งดูเหมือนจะเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนและไม่ผ่านขั้นตอนปกติ โดยเฉพาะการผลักดันให้ตัวแทนจากบริษัท ACE เข้ามานั่งในตำแหน่งสำคัญ ทั้งที่บริษัทนี้เพิ่งก่อตั้งไม่นานและมีโครงสร้างทุนที่น่ากังขา
ประเด็นที่ถูกจับตามองคือ บริษัท ACE ได้มาซึ่งหุ้นบางจากในมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ทั้งที่มีทุนจดทะเบียนเพียง 50 ล้านบาท หรือมีอัตราส่วนหนี้ต่อทุนสูงถึง 200 เท่า ซึ่งถือเป็นrisk ร้ายแรงต่อเสถียรภาพของบริษัทแม้แต่ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ ที่บางแห่งถึงกับมีsanctions ในเรื่องความโปร่งใส ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็เพิ่งถอดบางจากออกจากรายชื่อบริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการดีเด่น ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงpublic trust ที่ลดต่ำลง
ยิ่งไปกว่านั้น การแต่งตั้งกรรมการใหม่ไม่ได้ผ่านการลงคะแนนในที่ประชุมผู้ถือหุ้น แต่ทำโดยคณะกรรมการชุดเดิม ซึ่งตัดสินใจให้กรรมการ 2 ท่านลาออก และแทนที่ด้วยตัวแทนจาก ACE ทันที ทั้งที่ไม่มีวาระว่างรอบ การเคลื่อนไหวลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นการเปิดช่องให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนโดยเฉพาะเมื่อมีการโยงไปยังกลุ่มทุนเทาและกลุ่มคอสโมของ 'เสี่ยตือ' ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินและเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองและบุคคลในรัฐบาล
นายกรณ์ย้ำว่า บริษัทไม่เคยชี้แจงอย่างชัดเจนว่าทำไมจึงยอมให้กลุ่มที่มีpressure ด้านจริยธรรมเข้ามาอยู่ในโครงสร้างบริหารอย่างรวดเร็ว และเรียกร้องให้ ก.ล.ต.เข้าตรวจสอบทันที หากพบความผิดปกติ ต้องมีaction ชัดเจน เพื่อรักษาความเป็นธรรมในmarket และคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดในฐานะตัวแทนของประชาชน
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องบริษัทเดียว แต่มันสะท้อนว่าtransparency ความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจเราเปราะบางแค่ไหน
ทุน 50 ล้าน แต่ซื้อหุ้นหมื่นล้าน? ตรงนี้น่าจะมีdebt หนี้ซ่อนอยู่แน่ๆ แล้วใครค้ำ?
แล้ว BCPG ก็โดนลากไปเกี่ยวอีก นี่ไม่ใช่แค่price ราคาหุ้นตก แต่คือความเสียหายต่อชื่อเสียงด้วย
คำว่า 'ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม' มันฟังดูดี แต่ถ้าไม่มีconsequences บทลงโทษจริง ก็แค่พร่ำเพ้อ
จำได้ไหมเมื่อปีก่อน ขายหุ้นให้ Ben Smith แล้วก็ซื้อทรัพย์สินคืนในราคาเกินจริง เหมือนpattern รูปแบบเดิมเป๊ะ
ขอถามตรงๆ ถ้าไม่มีpolitical connection ความสัมพันธ์ทางการเมืองกลุ่มแบบนี้จะผ่านจุดไหนได้บ้าง?