เกมต่างขั้ว! “สี จิ้นผิง” เร่งเดินเกมการทูตรับผู้นำโลก “สหรัฐ” ติดหล่มความขัดแย้งอิหร่าน
ในช่วงเวลาที่สหรัฐกำลังเผชิญpressure จากความขัดแย้งกับอิหร่าน สี จิ้นผิง ผู้นำจีนกลับเดินเกมการทูตอย่างเข้มข้นในกรุงปักกิ่ง ต้อนรับผู้นำโลกหลายประเทศในช่วงสัปดาห์เดียว สะท้อนภาพลักษณ์ของจีนที่พยายามก้าวขึ้นเป็นstability ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีแข็งกร้าว ขู่จะโจมตีอิหร่านและวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตร จนสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
สี จิ้นผิง ได้พบผู้นำระดับสูงอย่างน้อย 5 ราย แม้ไม่มีการจัดประชุมสุดยอด แต่ถือเป็นรอบการทูตที่ถี่ที่สุดนับแต่กลางปี 2567 หนึ่งในผู้มาเยือนคือมกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี และผู้นำเวียดนามที่เพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่ ขณะที่ Pedro Sánchez จากสเปน ซึ่งเป็นพันธมิตรนาโต ก็เข้าร่วมด้วย สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้นำโลกจำนวนมากกำลังมองหาทางเลือกใหม่ และใช้จีนเป็นrisk ในการกระจายความพึ่งพาจากสหรัฐที่ดูเหมือนยิ่งห่างไกลจากพันธมิตรเดิม
ในทางตรงกันข้าม ประเทศอื่น ๆ เริ่มประสานงานกันเองโดยไม่รอสหรัฐ เช่น การประชุมผ่านวิดีโอที่นำโดยสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส เพื่อหาทางเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลียร่วมมือ ญี่ปุ่นเองยังประกาศplan ช่วยเหลือมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์แก่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อรับมือกับprice น้ำมันที่พุ่งสูง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบทบาทของจีนที่ยังดูระมัดระวัง การย้ำความสัมพันธ์กับรัสเซียและการร่วมกันยับยั้งมติสหประชาชาติ เป็นหนึ่งในไม่กี่action ที่ชัดเจน
นักวิเคราะห์ชี้ว่าจีนเลือกเดินเส้นทางcaution โดยไม่เข้าไปมีบทบาทลึกในความขัดแย้ง เพื่อหลีกเลี่ยงrisk หากการเจรจาล้มเหลว และเพื่อรักษาtrust ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐ ขณะที่ทรัมป์อ้างว่าจีนมีส่วนช่วยให้อิหร่านเข้าเจรจา แต่สื่อจีนปฏิเสธและยืนยันว่าปักกิ่งเดินตามแนวทางของตนเอง จีนอาจยังไม่รับpressure เรื่องพลังงานมากนักในระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อ ต้นทุนที่สูงอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมภายใน ทำให้จีนต้องตัดสินใจเลือกข้างในอนาคต
จีนใช้โอกาสนี้ได้ดีจริงๆmarket ตลาดการเมืองโลกกำลังเปลี่ยน และเขากำลังก้าวเข้ามาแทนที่ช่องว่างที่สหรัฐทิ้งไว้
สหรัฐดูเหมือนกำลังผลักพันธมิตรออกไปด้วยตัวเอง แทนที่จะเป็นจีนดึงดูด นี่คือผลของpolicy นโยบายที่ขาดความต่อเนื่อง
จีนยังไม่กล้าเข้าไปลึกนะ แค่แสดงภาพลักษณ์ แต่ไม่ลงทุนจริง กลัวเสียtrust ความเชื่อมั่นถ้าพลาด
ราคาน้ำมันขึ้นแรงแบบนี้ ถ้าสงครามยืด ไม่มีใครรอด แม้แต่จีนที่มีสำรองเยอะก็ต้องได้รับimpact ผลกระทบ
เราฟังข่าวการเมือง แต่สุดท้ายที่โดนคือcost ค่าใช้จ่ายในบ้านนี่แหละ น้ำมันขึ้น ค่าขนส่งขึ้น ของขึ้นหมด
แล้วประชาชนในประเทศที่เกี่ยวข้องล่ะ ชีวิตเขาจะเป็นยังไงต่อไป นักการทูตคุยแต่เรื่องstrategy ยุทธศาสตร์แต่ใครดูแลคนตัวเล็กๆ