จับตาบทบาท “จีน” ฉวยสงครามอิหร่าน เร่งปิดฉากยุค “สหรัฐฯ” ครองโลก?
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่ยืดเยื้อมากกว่า 6 สัปดาห์ ไม่เพียงกระทบmarket น้ำมันโลก แต่ยังกลายเป็นเวทีที่จีนใช้ย้ำจุดยืนในเวทีระหว่างประเทศ แม้ไม่ใช่ผู้เล่นหลักที่จะชี้ขาดผลลัพธ์ แต่การเคลื่อนไหวของปักกิ่งในช่วงนี้ สะท้อนความพยายามผลักดันภาพลักษณ์ของตนในฐานะผู้สนับสนุนสันติภาพ และผู้ท้าทายการครอบงำของสหรัฐฯที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของความไม่มั่นคง
ขณะที่price น้ำมันผันผวนจากรายงานว่าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดล้อม จีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของน้ำมันอิหร่านและรับน้ำมันดิบกว่า 38% จากตะวันออกกลาง ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ด้วยstrategic reserves ที่มากถึง 120 วัน และการพึ่งพาน้ำมันที่ลดลงจากความก้าวหน้าด้านรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้จีนมีrisk ทางพลังงานต่ำกว่าชาติอื่น
ท่าทีของจีนเน้นการทูตอย่างระมัดระวัง โดยเสนอpeace plan 5 ข้อร่วมกับปากีสถาน และข้อเสนอ 4 ประการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ย้ำหลักอธิปไตย ความร่วมมือผ่านสหประชาชาติ และการพัฒนาที่สอดคล้องกับความมั่นคง แม้แผนเหล่านี้จะไม่ใช่แนวทางปฏิบัติที่จับต้องได้ แต่เป็นการส่งสารถึงinternational order แบบใหม่ที่จีนต้องการ ซึ่งเน้นความเท่าเทียมและการไม่แทรกแซง
นักวิเคราะห์อย่างโจนาธาน ฟุลตัน จากสภาแอตแลนติก ชี้ว่า จีนไม่ได้พยายามเป็นผู้ตัดสินสงคราม แต่ใช้โอกาสนี้ย้ำว่าความผิดพลาดของสหรัฐฯ คือต้นเหตุของวิกฤต เรียกร้องให้โลกเลิกพึ่งพาระบบขั้วเดียวและหันมาสนับสนุนโลกหลายขั้ว แม้อิทธิพลของจีนยังจำกัด แต่diplomacy แบบนี้ช่วยสร้างภาพลักษณ์ของปักกิ่งว่าเป็นผู้เล่นที่มีprinciples ตรงข้ามกับการแทรกแซงของตะวันตก แม้จะถูกตั้งคำถามเรื่องการส่งอาวุธให้อิหร่านก็ตาม
จีนเล่นเกมlong-term ระยะยาวได้ดี ไม่ต้องส่งทหารแต่ได้ผลทางการเมือง
น่าสนใจที่จีนมีstrategic reserves สำรองน้ำมัน 120 วัน ไทยเรามีกี่วัน?
ฟังดูเหมือนจีนไม่ได้ช่วยยุติสงคราม แต่ช่วยclose ปิดฉากยุคผู้นำโลกคนเดียว
ข้อเสนอสันติภาพดูดี แต่ไม่มีenforcement การบังคับใช้ก็แค่เอกสารสวยๆ
สงครามนี้ทำให้price ราคาพลังงานผันผวน แต่จีนกลับได้เปรียบด้านpublic trust ความเชื่อมั่นทางการทูต
แล้วถ้าจีนส่งอาวุธจริง ความพยายามสร้างภาพpeaceful สันติทั้งหมดจะยังน่าเชื่อถือไหม?