สมาคมนักข่าวฯ ประณาม จี้ยุติการใช้ “ไอโอ” คุกคามสื่อมวลชน-บิดเบือนข้อเท็จจริง
สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์condemn กรณีการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ไอโอ" เพื่อharass สื่อมวลชนและdistort หลังผู้สื่อข่าวชื่อดังถูกโจมตีด้วยข้อความใส่ร้ายทันที หลังตั้งคำถามเกี่ยวกับคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่มีต่อเหตุลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ซึ่งคำกล่าวที่ว่า "ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก" สร้างความตระหนกในสังคม โดยเฉพาะเมื่อมาจากผู้บังคับบัญชาทหารระดับสูง
ที่น่าเป็นห่วงยิ่งไปกว่านั้นคือ หลังการตั้งคำถาม พบว่าเพจโซเชียลมีเดียจำนวนมากเริ่มspread ข้อความโจมตีผู้สื่อข่าวคนเดียวกันพร้อมกันอย่างมีcoordination และเป้าหมายชัดเจน จนกลายเป็นกระแสในฟีดของผู้ใช้ทั่วไปอย่างรวดเร็ว ลักษณะการเคลื่อนตัวที่ผิดnormal เช่นนี้ สะท้อนถึงinformation operation ที่มีผู้อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่ความเห็นจากประชาชนทั่วไป
สมาคมเน้นย้ำว่า การตั้งคำถามของสื่อเป็นสิทธิและหน้าที่สำคัญในการทำหน้าที่watchdog อำนาจรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่แถลงข่าวของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นหัวใจของpress freedom ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่คำถาม แต่อยู่ที่reaction จากผู้มีอำนาจ ที่พยายามใช้backlash ผ่านกระแสออนไลน์เพื่อปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์
กรณีนี้ยังสะท้อนถึงแนวโน้มการใช้tactics ใหม่ในการคุกคามสื่อ ที่ไม่ใช่แค่การข่มขู่โดยตรง แต่เป็นการundermine ผ่านการปั่นข่าวและสร้างภาพลบ ซึ่งเป็นภัยต่อpublic trust และระบอบประชาธิปไตย สมาคมจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องinvestigate และยุติการใช้นโยบายที่ก่อให้เกิดความdivision เพื่อให้สื่อสามารถทำหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย
การที่ทันทีที่นักข่าวถาม ก็มีเพจโผล่มาโจมตีพร้อมกันแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้วclearly ชัดเจนว่ามีใครสักคนสั่งการอยู่เบื้องหลัง
ถ้าเป็นคำถามที่ไม่เหมาะสม ทำไมไม่โต้แย้งด้วยเหตุผล แทนที่จะใช้harassment การรังแกออนไลน์แบบนี้ ยิ่งทำแบบนี้ ยิ่งทำให้สังคมไม่ไว้ใจ
เรื่อง IO ในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นปัญหามานานแล้ว ตอนนี้มันลามมาถึงmedia สื่อที่กล้าตั้งคำถามแล้ว น่าเป็นห่วงมาก
แม่ทัพพูดแบบนั้น แล้วตามด้วยการโจมตีนักข่าว ฟังดูเหมือนintimidation ข่มขู่ให้คนอื่นไม่กล้าพูดตาม นี่คือการปิดปากทางอ้อม
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัยของนักข่าวคนเดียว แต่เป็นthreat ภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยทั้งระบบ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยังคงsilent นิ่งเฉยต่อไปอีกนานแค่ไหน ต้องมีการสอบสวนให้transparent โปร่งใสแล้ว