นักวิทยาศาสตร์ 'ไอดอล' ถูกแฉพฤติกรรมคุกคาม สาวเผยใจพัง วอนสังคมตั้งคำถาม

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อปลายฝน บายส์ได้โพสต์ข้อความเตือนภัยถึงพฤติกรรมการคุกคามทางจิตใจและร่างกายจากบุคคลในวงการวิทยาศาสตร์ที่เคยถูกมองว่าเป็นidol ของใครหลายคน ข้อความดังกล่าวระบุว่า บุคคลคนนี้ไม่เพียงทำร้ายจิตใจเธอ แต่ยังมีพฤติกรรมในทำนองเดียวกันกับผู้หญิงคนอื่นๆ อีกหลายราย ทำให้เธอตัดสินใจออกมาพูดเพื่อป้องกันไม่ให้คนรุ่นหลังต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน

ปลายฝนเล่าว่า หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอต้องต่อสู้กับmental health ของตัวเองอย่างหนัก รู้สึกว่าตนเองผิดและไร้ค่า ร้องไห้ทุกวัน และเกือบถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายเธอยังกล่าวว่า บุคคลคนนี้ใช้กลยุทธ์แก๊สไลต์ติ้งอย่างต่อเนื่อง ทำให้เหยื่อรู้สึกสับสนและสงสัยในความจริงของตนเอง แม้เธอจะพยายามถามตรงๆ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน กลับถูกบิดเบือนและปฏิเสธ

สิ่งที่น่าตกใจคือ บุคคลนี้มีภาพลักษณ์ของผู้มีความรู้ ฉลาด และมีpublic trust จากสังคม ทั้งในแวดวงนักวิทยาศาสตร์ นักศึกษาโอลิมปิก ไปจนถึงอาจารย์ระดับปริญญาเอกหลายคนไม่สามารถมองเห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติได้ แม้แต่ผู้ที่อยู่ในวงการวิทยาศาสตร์เองก็ยังถูกหลอกลวง จนกระทั่งมีการพูดคุยย้อนกลับและพบความจริงร่วมกัน

ปลายฝนไม่ได้ต้องการให้บุคคลนี้ถูกลงโทษทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่หวังว่าสังคมจะสามารถให้lesson ที่ลึกซึ้งจนเขาสำนึกผิดอย่างแท้จริง เธอเชื่อว่าการให้อภัยเป็นไปได้ แต่ต้องเริ่มจากการยอมรับความผิด ขณะเดียวกัน เธอก็ขอบคุณเพื่อนและผู้สนับสนุนที่ทำให้เธอกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง และอยากเป็นเสียงเล็กๆ ที่ช่วยเตือนให้คนอื่นระวังภัยจากคนที่มาในรูปแบบของผู้มีความรู้แต่ขาดethics

ความคิดเห็น 6

  • ฟ้าใส

    เรื่องนี้ทำให้รู้สึกshocked มาก ไอดอลที่เราเคารพกลับทำกับคนอื่นแบบนี้ได้ยังไง

  • นักอ่านเงียบ

    trust ที่เรามีต่อนักวิทยาศาสตร์มันสั่นคลอนจริงๆ เรื่องนี้ต้องไม่ถูกเพิกเฉย

  • หมอพิม

    การใช้แก๊สไลต์ติ้งกับเหยื่อ มันร้ายแรงกว่าที่หลายคนคิดนะ ทำลายตัวตนคนได้เลย

  • พี่มิว

    ดีใจที่ปลายฝนเข้มแข็งพอจะออกมาพูด บางทีการไม่ติดคุกแต่ต้องเผชิญsocial pressure จากสังคม อาจจะเจ็บปวดกว่าก็ได้

  • นักสังเกต

    เราเคยเจอคนแบบนี้ในที่ทำงาน ฉลาด น่าเชื่อถือ แต่ข้างในกลับควบคุมและดูถูกคนอื่นตลอด

  • คนธรรมดา

    สังคมควรจะตั้งคำถามว่าทำไมคนที่มีpower ถึงใช้มันในทางที่ผิดแบบนี้ได้โดยไม่มีใครเห็น