แพทย์ มช.ชี้ ‘มะเร็งปอด’ ภาคเหนือเสี่ยงพุ่ง! กว่า 85% เจอระยะลุกลาม
แพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เตือนว่า ผู้ป่วยlung cancer ในภาคเหนือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล โดยพบว่ามากกว่า 85% ของผู้ป่วยถูกวินิจฉัยในadvanced stage แล้ว ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่ออัตราการรอดชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักคือในระยะแรกโรคนี้มักไม่แสดงsymptom ใด ๆ ทำให้ผู้คนไม่รู้ตัวจนกระทั่งโรคลุกลาม
ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติชี้ว่า ทุกปีมีคนไทยป่วยใหม่ประมาณ 140,000 ราย และเสียชีวิตกว่า 83,000 ราย โดยlung cancer เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด ขณะที่ภาคเหนือมีอัตราผู้ป่วยรายใหม่สูงที่สุดในประเทศ อยู่ที่ปีละ 2,400–2,500 ราย และมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 1,800 ราย สะท้อนว่าผู้ป่วยจำนวนมากเข้าสู่ระบบการรักษาช้าเกินไป
หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ถูกมองข้ามคือมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ที่พุ่งสูงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ซึ่งองค์การอนามัยโลกชี้ว่าเกินค่ามาตรฐานหลายเท่า ฝุ่นขนาดเล็กเหล่านี้แทรกเข้าสู่ปอด กระตุ้นการอักเสบเรื้อรัง และอาจทำให้เซลล์กลายพันธุ์ได้ แม้แต่ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ก็มีrisk สูงขึ้นอย่างชัดเจน
ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าการscreening อย่างต่อเนื่องเป็นทางออกสำคัญ โดยเฉพาะการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์รังสีต่ำ (Low-dose CT) ที่ควรทำทุกปีในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูบบุหรี่ ผู้สัมผัสฝุ่น PM 2.5 บ่อยครั้ง หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปอด ขณะเดียวกัน การรักษาด้วยเทคโนโลยีผ่าตัดแผลเล็กและการรักษาแบบtargeted therapy จากผลตรวจยีน ก็ช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมโรคและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
เราอยู่เชียงใหม่ทุกปีช่วงนี้อากาศแย่มาก ไอไม่หยุดเลย ควรไปscreening คัดกรองไหมนะ
ย้ำอีกทีว่าsymptom อาการแรกของมะเร็งปอดมักไม่มี ดังนั้นอย่ารอให้ป่วยก่อนค่อยตรวจ
แล้วคนที่ไม่สูบบุหรี่แต่อยู่ในเมืองที่มี PM 2.5 สูง ต้องระวังแค่ไหน
เคยได้ยินว่าlung cancer มะเร็งปอดรักษายากมาก ฟังแล้วกลัวจริงๆ
ทำไมไม่เร่งให้การตรวจtargeted therapy มุ่งเป้าเข้าถึงง่ายกว่านี้ในโรงพยาบาลทั่วไป
ค่าใช้จ่ายการตรวจscreening คัดกรองแพงไหม อยากรู้จะได้วางแผน
ข้อมูลจากศูนย์ศรีพัฒน์ยืนยันว่ามากกว่า 85% เจอในระยะลุกลาม เพราะไม่มีsymptom อาการชัดเจน ต้องเน้นการป้องกัน
เราควรเริ่มตรวจตอนอายุเท่าไหร่ถ้าอยู่ในพื้นที่risk ความเสี่ยงสูงแบบนี้