เจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านล่ม ความตึงเครียดปะทุ ช่องแคบฮอร์มุซเสี่ยงถูกปิดล้อม
การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่จัดขึ้น ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ได้สิ้นสุดลงอย่างไร้ข้อตกลง ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายจะแสดงท่าทีเชิงบวก และปากีสถานในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยได้รับความไว้วางใจจากทั้งสองประเทศ แต่ในท้ายที่สุด การหารือที่ยืดเยื้อนานกว่าหนึ่งคืนก็ไม่สามารถปิดช่องว่างระหว่างท่าทีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้ โดยเฉพาะเรื่องnuclear program ของอิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นจุดชนวนสำคัญ
แม้deputy president เจดี แวนซ์ จะระบุว่ารัฐบาลอิหร่านต้องยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ แต่ผู้วิเคราะห์ชี้ว่า อิหร่านไม่ได้มองว่าตนเองอยู่ในภาวะพ่ายแพ้ กลับกัน พวกเขามองว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่า โดยเฉพาะในเรื่องการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก หัวหน้าคณะเจรจาอิหร่านอย่างโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ระบุชัดว่า อิหร่านจะไม่ยอมจำนนภายใต้pressure และยังทิ้งคำเตือนเรื่องoil price ที่อาจพุ่งสูงขึ้นหากสหรัฐฯ เดินหน้าปิดล้อม
ในทางกลับกัน สหรัฐฯ เตรียมเดินหน้ามาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านอย่างเป็นทางการ โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ประกาศว่าจะเริ่มดำเนินการเวลา 21.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย ซึ่งจะบังคับใช้กับเรือทุกชาติที่เข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะไม่ขัดขวางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อไปยังประเทศอื่น ท่ามกลางรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาการโจมตีทางอากาศควบคู่กับมาตรการเศรษฐกิจ ขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่าall options ยังอยู่บนโต๊ะ
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า แม้การเจรจาจะล้มเหลว แต่ประตูการทูตยังไม่ปิดสนิท โดยมีการพูดคุยทางอ้อมผ่านตัวกลางอย่างปากีสถานอย่างต่อเนื่อง ความหวังต่อpeace agreement ที่ยั่งยืนอาจยังไม่ดับสิ้น แต่ความท้าทายยังคงสูง ทั้งในด้านความไว้วางใจและการเมืองภายในของสหรัฐฯ ที่อาจได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน อิหร่านก็ย้ำเสียงแข็งว่าจะไม่ยอมให้ใครมาสั่งการ และพร้อมตอบโต้ทุกการกระทำที่มองว่าเป็นการคุกคาม
ถ้าช่องแคบฮอร์มุซโดนปิด ราคาน้ำมันทั่วโลกคงพุ่งแน่ แล้วคนอย่างเราๆ จะไหวไหมกับprice ราคาที่เพิ่มขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว
สหรัฐฯ บอกว่าไม่ขัดขวางเรือต่างชาติ แต่การปิดล้อมท่าเรือก็เท่ากับกดeconomic pressure แรงกดดันทางเศรษฐกิจชัดๆ นี่ไม่ใช่เรื่องของอิหร่านคนเดียวแล้ว
ปากีสถานเล่นบทคนกลางได้ดี แต่จะรักษาtrust ความเชื่อมั่นจากทั้งสองฝ่ายได้นานแค่ไหน ในเมื่อท่าทีของผู้นำแต่ละฝ่ายสวนทางกันขนาดนี้
สงครามไม่เคยแก้ปัญหาอะไรได้เลย แค่คิดว่าจะมีคนตายเพิ่ม ก็รู้สึกanxiety กังวลแล้ว ขอให้ทุกฝ่ายคิดใหม่ได้ไหม
ทรัมป์กำลังเล่นเกมการเมืองในประเทศด้วย ถ้าelection การเลือกตั้งใกล้แล้ว ความขัดแย้งต่างประเทศอาจช่วยดึงความสนใจจากปัญหาภายใน
ข้อตกลงใหม่ ถ้าเกิดขึ้นจริง คงซับซ้อนกว่าปี 2015 แน่ ทั้งสองฝ่ายต่างตั้งdemand ข้อเรียกร้องสูงมาก แล้วใครจะยอมลดราบก่อนล่ะ