Bank of America กำไร Q1 พุ่ง 17% สูงสุดในรอบ 20 ปี จากแรงหนุนการซื้อขายหุ้นและวาณิชธนกิจ
ธนาคาร Bank of America ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกที่โดดเด่น ด้วยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 17% สู่ระดับhighest ในรอบเกือบ 20 ปี สะท้อนถึงmarket การเงินที่ยังมีแรงส่ง แม้จะมีความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ โดยกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.11 ดอลลาร์ สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 1.01 ดอลลาร์ ขณะที่รายได้รวมแตะ 3.043 หมื่นล้านดอลลาร์ เกินเป้าหมายที่ 2.993 หมื่นล้านดอลลาร์
ความสำเร็จในครั้งนี้ได้รับแรงหนุนหลักจากธุรกิจequities trading ที่เติบโตถึง 30% แตะ 2.83 พันล้านดอลลาร์ อันเป็นผลจากvolatility ที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก ซึ่งทำให้ลูกค้ามีactivity การซื้อขายมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจวาณิชธนกิจก็ขยายตัวแข็งแกร่งถึง 21% แตะ 1.8 พันล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นถึงdemand ที่ยังมีอยู่ในดีลการควบรวมและเสนอขายหุ้น
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงเติบโต 9% สู่ระดับ 1.59 หมื่นล้านดอลลาร์ จากการขยายตัวของloans และdeposits ซึ่งสะท้อนถึงเสถียรภาพของฐานลูกค้า ขณะที่การตั้งสำรองหนี้สูญลดลงเหลือ 1.3 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าcredit quality ยังไม่ทรุดตัวอย่างมีนัยสำคัญ อัตราหนี้เสียสุทธิปรับดีขึ้นมาอยู่ที่ 0.48%
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจfixed income กลับกลายเป็นจุดอ่อน โดยมีรายได้ 3.5 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ราว 330 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงpressure ที่ยังคงมีต่อรายได้จากกลุ่มนี้ แม้บริษัทจะมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังมีresilience โดยรวมก็ตาม ความท้าทายในบางส่วนของพอร์ตการลงทุนยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
กำไรโตแรงแบบนี้น่าจะสะท้อนถึงmarket confidence ความเชื่อมั่นในตลาดที่ยังไม่หายไป แม้ดอกเบี้ยจะสูงก็ตาม
ซื้อขายหุ้นโต 30% แต่ตราสารหนี้กลับตกลง แสดงว่าrisk appetite ความอยากเสี่ยงของนักลงทุนย้ายไปที่ equity แล้ว
แล้วเราในฐานะลูกค้าธนาคารจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง เงินฝากได้ดอกเบี้ยดีขึ้นไหม หรือloan terms เงื่อนไขสินเชื่อจะเข้มงวดขึ้นอีก
แม้ผลประกอบการดูดี แต่การพึ่งพา trading income มากขนาดนี้อาจไม่ยั่งยืนในระยะยาวถ้าvolatility ความผันผวนลดลง
ตั้งสำรองลดลงแปลว่าลูกหนี้ยังไหว ไม่ล้มระนาว ถือว่าเป็นpositive sign สัญญาณบวกสำหรับระบบการเงิน
กำไรสูงสุดใน 20 ปี แต่หุ้นขึ้นแค่ปานกลาง แสดงว่านักลงทุนอาจมองว่าfuture risk ความเสี่ยงในอนาคตยังมีอยู่