อังกฤษ-ฝรั่งเศส เมินร่วมปิดล้อมอิหร่าน เดินหน้าเจรจาพหุภาคีรักษาช่องแคบฮอร์มุซ
market โลกเริ่มสั่นคลอนเมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยจุดศูนย์กลางอยู่ที่price น้ำมันและการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ หลังสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศแผนpressure ต่ออิหร่านผ่านการปิดล้อมท่าเรือ ท่ามกลางการคัดค้านอย่างเงียบแต่ชัดเจนจากพันธมิตรยุโรปอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส
นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ของสหราชอาณาจักรย้ำว่า อังกฤษ "ไม่สนับสนุน" การปิดล้อม พร้อมเน้นว่าจุดยืนของประเทศคือการรักษาpublic trust และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยไม่ถูกลากเข้าสู่conflict ที่อาจขยายวงกว้าง ขณะที่รัฐบาลชี้ว่า ความพยายามทั้งหมดที่ทำอยู่มุ่งเน้นการเปิดช่องแคบให้เดินเรือได้อย่างปลอดภัย ไม่ใช่การปิดกั้น
ในทางตรงกันข้าม เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ประกาศเตรียมจัดประชุมmultilateral ร่วมกับอังกฤษ เพื่อสร้างภารกิจ "เชิงป้องกันอย่างเข้มงวด" ที่จะดำเนินการแยกจากคู่ขัดแย้ง แนวคิดนี้สะท้อนplan ทางการทูตที่ต้องการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าตรง แต่ยังคงรักษาเสรีภาพในการเดินเรือไว้ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจโลก
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการเจรจาระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานล้มเหลว และทรัมป์ประกาศว่าจะเริ่มมาตรการปิดล้อมในเวลาที่กำหนด ท่ามกลางความลังเลจากชาติยุโรปและกลุ่มอ่าวอาหรับที่กังวลว่าจะถูกดึงเข้าสู่risk สงครามที่ไม่จำเป็น รัฐบาลเยอรมนีเองก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าไม่เข้าร่วม พร้อมตั้งคำถามต่อความชอบด้วยreport และข้อเท็จจริงที่อ้างโดยฝั่งสหรัฐฯ
ท่าทีของอังกฤษชัดเจนดี ไม่ต้องเข้าไปเสี่ยงกับconflict ความขัดแย้งที่เขาเลือกเอง
ถ้าช่องแคบปิด ราคาพลังงานพุ่งแน่ แล้วใครจะรับcost ค่าใช้จ่ายตรงนี้
เราต้องการความปลอดภัยในการเดินเรือ ไม่ใช่ภารกิจที่ดูเหมือนสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งpressure แรงกดดันแบบนี้อาจทำให้เรือพาณิชย์เดือดร้อน
แผนพหุภาคีของฝรั่งเศสดูน่าสนใจ แต่จะได้ผลจริงไหมถ้าสหรัฐฯ เดินหน้าเองโดยไม่ฟังใครtrust ความเชื่อมั่นระหว่างชาติพันธมิตรเริ่มร้าวแล้ว
แล้วแบบนี้ค่าไฟบ้านเราต้องขึ้นอีกไหม อย่าให้เราต้องมาpay จ่ายแทนเขา
ถ้าไม่ร่วมปิดล้อม แล้วจะทำยังไงให้อิหร่านยอมเจรจาล่ะ ปล่อยให้เขาควบคุมช่องแคบไปเลยเหรอrisk ความเสี่ยงมันก็ไม่ต่างกัน