จับตา “วิกฤตฮอร์มุซ” ลามถึง “ช่องแคบมะละกา” เส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจเอเชีย
ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซเริ่มส่งpressure ต่อเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญอีกแห่งในเอเชีย นั่นคือstrategic ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ข้อมูลจากบลูมเบิร์กระบุว่า ช่องแคบนี้รองรับการค้าถึง 40% ของโลก และมีความแคบเพียง 2.7 กิโลเมตรในบางจุด ทำให้มีความเสี่ยงสูงหากเกิดความไม่สงบ
สหรัฐฯ และอิหร่านยังคงเผชิญหน้ากันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยทรัมป์เคยสั่งให้กองทัพเรือblock เรือทุกลำที่จ่ายค่าผ่านทางให้อิหร่าน ส่งผลให้การเดินเรือหยุดชะงัก ขณะที่ช่องแคบมะละกาเริ่มกลายเป็นเส้นทางเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร โดยเรือของอิหร่านใช้ถ่ายโอนน้ำมันในพื้นที่นี้ก่อนส่งต่อไปยังเอเชีย ทำให้ประเทศในภูมิภาคต้องจับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด และประเมินrisk ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับจีน ช่องแคบมะละกาถือเป็นจุดอ่อนสำคัญ หรือที่เรียกว่าปมปัญหามะละกาเนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางนี้มากกว่า 70% ความไม่แน่นอนจากนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการมีอยู่ของกองเรือที่ 7 ในแปซิฟิก ยิ่งทวีtension และกดดันต่อความมั่นคงทางพลังงานของเอเชียตะวันออก
ท่าทีของประเทศในภูมิภาคเริ่มแตกต่างกันอย่างชัดเจน สิงคโปร์ประกาศชัดเจนว่าไม่สนับสนุนการเรียกเก็บค่าผ่านทางจากอิหร่าน ขณะที่มาเลเซียเลือกแนวทางnegotiation เพื่อรักษาผลประโยชน์ ด้านอินโดนีเซีย ซึ่งควบคุมน่านน้ำสำคัญหลายจุด เตือนว่ากำลังกลายเป็นจุดสนใจของโลก โดย Prabowo Subianto ย้ำว่ากว่า 70% ของการค้าและพลังงานในภูมิภาคนี้ต้องผ่านดินแดนของตน ขณะที่ข้อเสนอจากสหรัฐฯ ให้อนุญาตบินผ่านน่านฟ้า ก็กำลังก่อให้เกิดdebate ภายในประเทศเรื่องอธิปไตยและความเป็นกลาง
แค่คิดว่า 40% ของการค้าโลกผ่านจุดแคบๆ นี้ ก็รู้สึกscary น่ากลัวแล้ว ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง ราคาพลังงานคงพุ่งแน่
สหรัฐฯ บอกว่าปกป้องเสรีภาพในการเดินเรือ แต่ตัวเองก็ปิดเส้นทางอีกฝั่งนึง ความไม่ซื่อตรงชัดๆ
อินโดนีเซียควรระวังมาก ถ้าให้สหรัฐฯ บินผ่านน่านฟ้า อาจถูกดึงเข้าไปในความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ ความอธิปไตยต้องมาก่อน
ช่องแคบมะละกากับฮอร์มุซต่างกันเยอะนะ ฮอร์มุซแคบกว่า แต่มะละกามีเรือผ่านมากกว่า 82,000 ลำต่อปี ความtraffic ความหนาแน่นสูงกว่ามาก
จีนต้องเร่งหาทางเลือกอื่นแล้ว ไม่ใช่แค่ท่อส่ง แต่การลงทุนในเส้นทางบกหรือเรือที่ปลอดภัยกว่า ความการพึ่งพาเกินไปอันตราย
ฟังดูห่างไกล แต่ถ้าน้ำมันขาด ขนส่งสะดุด แค่ค่าส่งอาหารเดลิเวอรี่ก็คงเพิ่มอีกเท่าตัวแล้ว ความimpact ผลกระทบไม่ได้อยู่ไกลจากเราเลย