นานาชาติร่วมออกแถลงการณ์ เร่งหาทางออกความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว 11 ชาติ ออกjoint statement เร่งผลักดันทางออกให้กับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังเหตุปะทะกับอิหร่านส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แถลงการณ์ระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงกระทบด้านมนุษยธรรม แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อglobal economy โดยเฉพาะหากความตึงเครียดลุกลามไปถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งพลังงาน
ความกังวลหลักของรัฐมนตรีคลังจากสหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และประเทศอื่น ๆ คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดtrade barriers ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการส่งออกพลังงาน การกักตุน หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจทำให้การค้าโลกที่พึ่งพาopen trade เกิดความผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำหรับนักลงทุน ความไม่แน่นอนในภูมิภาคนี้ส่งผลโดยตรงต่อสินทรัพย์หลายประเภท โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มenergy และlogistics ที่อาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่วนตลาดฟิวเจอร์สพลังงานและราคาน้ำมันดิบอาจผันผวนตามgeopolitical tension ขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ และค่าเงินดอลลาร์ มักได้รับแรงซื้อเพิ่มเมื่อความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ ความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้ง ความชัดเจนเรื่องการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มที่ และท่าทีของประเทศต่าง ๆ ต่อการใช้มาตรการคุ้มครองการค้า ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีผลต่อmarket confidence และทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะใกล้ หากสถานการณ์คลี่คลายอย่างสงบ ความเสี่ยงอาจลดลง แต่หากยืดเยื้อ แรงกดดันต่อprice และsupply chain จะยังคงคุกคามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ถ้าช่องแคบฮอร์มุซปิดแม้แต่วันเดียว ราคาน้ำมันก็อาจพุ่งquickly อย่างรวดเร็วได้แล้ว นักลงทุนต้องจับตา
แถลงการณ์ดูดี แต่ไม่มีconcrete plan แผนที่เป็นรูปธรรมเลย แค่เตือนกันลอย ๆ ไม่ช่วยอะไร
ยิ่งมีความขัดแย้ง ยิ่งเพิ่มrisk ความเสี่ยงให้ตลาดเกิดใหม่ ต้องระวังเงินไหลออก
ดูเหมือนทุกครั้งที่มีปัญหา จะหวังให้ตลาดปรับตัว แต่ไม่มีใครอยากแก้ต้นตอของปัญหาเลย
บริษัทขนส่งเริ่มคำนวณต้นทุนสำรองแล้ว ถ้าเส้นทางเดินเรือไม่แน่นอนcost ต้นทุนก็ต้องขยับ
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนfragile เปราะบางมากตอนนี้ แค่ข่าวลือก็ทำให้ตลาดสั่นได้