ภาระบนหลังอูฐของอนุทิน หรือจะเป็นเพียงขอนไม้ที่ลอยมา
ชัยชนะของparty ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ไม่ใช่เพียงผลจากกลยุทธ์ทางการเมือง แต่สะท้อนถึงโครงสร้างอำนาจอันลึกซึ้งที่ยังฝังแน่นในสังคมไทย ความสำเร็จของleader เกิดขึ้นในจังหวะที่พรรคแนวร่วมอย่างพรรคประชาชนพลาดโอกาสทองในการเข้าร่วมรัฐบาล โดยไม่ต้องตั้งเงื่อนไขเร่งรัดการยุบสภา ซึ่งถือเป็นmistake ครั้งใหญ่ที่เปิดช่องให้พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นmain player ได้อย่างไม่คาดคิด
ก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทยตั้งตัวเป็นเพียงmid-sized party ที่หวังเพียงได้ร่วมรัฐบาล แต่เมื่อได้รับตำแหน่งสำคัญ อนุทินก็ใช้จุดแข็งในการดึงบุคคลที่มีprofessional background จากทั้งภาครัฐและเอกชน เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส หรือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ซึ่งสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับฝ่ายอนุรักษนิยม และฟื้นฟูpublic trust ของชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ได้ในระดับหนึ่ง
สิ่งที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะ ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของผู้นำ แต่เป็นnetwork อันเข้มแข็งที่เรียกว่า "บ้านใหญ่" ซึ่งมีอิทธิพลตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนจำนวนมากไม่ได้เลือกจากนโยบาย แต่เลือกเพราะรู้ว่าเมื่อเดือดร้อนจะcontact ไม่ว่าจะเรื่องงาน คดี หรือแม้แต่การเข้าโรงเรียน ระบบอุปถัมภ์แบบนี้ แม้ไม่ปรากฏในตำรา แต่กลับเป็นreality ที่ใช้ได้ผลในการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะนี้อาจเป็นlast hope ของฝ่ายอนุรักษนิยม เพราะสังคมไทยกำลังเปลี่ยน และการบริหารแบบ "ชิล ๆ" ของอนุทิน อาจไม่เพียงพอต่อความคาดหวังของประชาชนที่กำลังแบกpressure จากเศรษฐกิจและค่าครองชีพ แม้จะมีเทคโนแครตเก่งๆ เข้ามาช่วย แต่หากไม่มีภาวะผู้นำที่ชัดเจน การขาดconfidence ก็อาจทำให้รัฐบาลล้มเหลวได้ในที่สุด ภาระบนหลังอูฐอาจใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว
จริงๆ แล้วคนชนบทก็ไม่ได้โง่ แค่เขาต้องการใครสักคนที่help ช่วยเหลือได้ทันทีเมื่อเดือดร้อน
พรรคส้มก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น แค่เขาพูดเรื่องreform การเปลี่ยนแปลงที่คนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อม
ระบบบ้านใหญ่คือsurvival เครือข่ายช่วยชีวิตมากกว่าการเมือง อยู่ในเมืองไม่เข้าใจก็ไม่แปลก
อนุทินเก่งเรื่องassign work แบ่งงานแต่จะเก่งเรื่องนำประเทศไหม ยังต้องจับตา
เงินที่ลงทุนในการเลือกตั้งครั้งนี้ วันหน้าต้องมีคนเรียกreturn ผลตอบแทนแน่นอน
แล้วใครจะเป็นคนแบกcountry ประเทศต่อไป ถ้าอูฐล้ม?