วิเคราะห์ทางรอด 10 สส.ส้ม ลุ้นศาลฎีกา ตัดสินให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
อีกไม่กี่วันข้างหน้า ชะตากรรมของpolitician 10 คนจากพรรคก้าวไกลที่ย้ายสังกัดมาอยู่กับพรรคประชาชน จะถูกตัดสิน เมื่อศาลฎีกานัดพร้อมในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อชี้ขาดว่าพวกเขาควรsuspend ชั่วคราวหรือไม่ คดีนี้มีน้ำหนักทางการเมืองอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการตีความรัฐธรรมนูญ และสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างถูกกล่าวหาเรื่องจริยธรรม
แกนนำพรรคประชาชนได้ยื่นคำร้องสองฉบับต่อศาล ฉบับแรกขอความเมตตาให้ไม่สั่งsuspension หน้าที่ ส.ส. ซึ่งหลายคนมองว่าอาจมีทางเป็นไปได้ หากศาลใช้ดุลยพินิจในแนวทางประนีประนอม ขณะที่คำร้องที่สอง ขอให้ศาลยกคำร้องของ ป.ป.ช. ถือว่าแทบไม่มีโอกาสสำเร็จ เพราะคดีส่งตรงมาจากองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ศาลแทบไม่มีทางเลือกที่จะไม่รับพิจารณา
ข้อสังเกตสำคัญคือ คดีนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการทุจริตโดยตรง แต่เป็นการตั้งคำถามถึงduty ของ ส.ส. ในการเสนอแก้ไขกฎหมาย ซึ่งถูกตีความว่าอาจขัดต่อจริยธรรม ทำให้เกิดการถกเถียงว่า นี่คือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ ความหวังเดียวของฝ่ายส้มคือการอ้างโมเดล "พ.ต.อ.ทวี" ที่ศาลเคยสั่งระงับเฉพาะบางบทบาท ไม่ใช่ทั้งตำแหน่ง ซึ่งอาจเปิดทางให้compromise แบบพบกันครึ่งทาง
หากผลออกมาไม่เป็นใจ พรรคประชาชนก็เตรียมแผนสำรองอย่างรัดกุม โดยจะจัดประชุมใหญ่ทันที เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ คาดว่าจะเป็น อาจารย์ต้น วีระยุทธ แทนเท้ง ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านที่วางแผนไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่แค่การตอบโต้ แต่เป็นstrategy ในการฟื้นฟูความนิยม และดึงความเห็นใจจากฐานสนับสนุนทั่วประเทศ สงครามนิติกรรมจึงอาจกลายเป็นเวทีสร้างพลังให้ฝ่ายตรงข้ามแทน
ถ้าศาลสั่งให้หยุด แล้วพรรคจัดใหญ่ทันที แสดงว่าเตรียมการไว้แล้ว ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ แต่เป็นpolitical move การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ชัดเจน
ทุกครั้งที่ใช้คำว่า 'ดุลยพินิจ' แล้วตัดสินไม่เหมือนฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายนั้นจะบอกว่าไม่เป็นกลาง นี่คือวงจรที่ไม่มีวันจบ ความเป็นกลางของinstitution สถาบันเริ่มถูกตั้งคำถามทุกครั้ง
ประชาชนไม่ได้สนใจว่าใครชนะใคร แต่สนใจว่าใครจะทำให้ชีวิตดีขึ้น ถ้าเล่นเกมกันไปมา แล้วเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น ก็แค่drama ละครการเมืองอีกเรื่อง
โมเดลทวีฟังดูดี แต่ใช้ได้เฉพาะกับคดีที่มีขอบเขตแคบ คดีนี้เกี่ยวข้องกับบทบาท ส.ส. โดยตรง โอกาสเลี่ยงน้อยมาก ศาลต้องชั่งน้ำหนักpublic trust ความเชื่อมั่นของประชาชน
ไม่ว่าใครจะถูกสั่งหยุด ขอให้กระบวนการยุติธรรมทำด้วยความเป็นธรรม ไม่ใช่เพื่อผลทางpower อำนาจทางการเมือง
ถ้า 10 คนนี้รอด ฝ่ายตรงข้ามจะบอกว่าศาลเข้าข้าง ถ้ารับคำร้อง ก็จะว่ากดดันฝ่ายค้าน ศาลอยู่ในภาวะpressure แรงกดดันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้