หลับใหล 500 ปี! เปิดพิธีสะพรึง "มัมมี่เด็กหญิง" ที่แพทย์เตือน อาจนำภัยมาสู่ปัจจุบัน
เมื่อdiscovery ร่างมัมมี่เด็กหญิงอายุ 500 ปีบนเทือกเขาแอนดีส ทำให้วงการโบราณคดีสะเทือน แต่สิ่งที่แพทย์เตือนมากกว่าความอัศจรรย์คือdanger ที่อาจปะทุขึ้นในยุคปัจจุบัน ร่างของ "ฆวนนิตา" หรือที่รู้จักในนาม "หญิงสาวแห่งน้ำแข็ง" ถูกแช่แข็งตามธรรมชาติมานานกว่า 5 ศตวรรษ จนสภาพยังสมบูรณ์ราวกับเพิ่งหลับไปเมื่อวานนี้
จากการชันสูตร พบว่าเธอเสียชีวิตตอนอายุเพียง 13 ปี ในพิธีกรรมบูชายัญของจักรวรรดิอินคาที่เรียกว่า "คาปาโคชา" ซึ่งเลือกเด็กหญิงที่บริสุทธิ์ขึ้นไปถวายแด่เทพเจ้าบนยอดเขาสูง ความสงบบนใบหน้าของเธอไม่ใช่เพราะไม่กลัว แต่เพราะถูกให้ดื่มalcohol และเคี้ยวใบโคคามาจนหมดสติ นักวิทยาศาสตร์พบปริมาณเอทานอลสูงในร่าง ยืนยันว่าเธอถูกทำให้มึนเมา เพื่อให้พิธีกรรมดำเนินไปอย่างเรียบร้อย
แต่สิ่งที่ทำให้แพทย์ต้องจับตาคือ ความสมบูรณ์ของร่างที่ถูกแช่แข็งอาจหมายถึงการรักษาสภาพของbacteria หรือvirus โบราณที่ยังไม่ตาย แต่เพียงหยุดกิจกรรมชีวิตชั่วคราว ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำมาก พวกมันอาจฟื้นตัวได้หากสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อpublic health ในปัจจุบันที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน
ฆวนนิตาจึงไม่ใช่เพียงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นtime capsule ที่บรรจุทั้งศรัทธา ความโหดร้าย และคำเตือนทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาเธอต้องทำด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพื่อไม่ให้ความรู้กลายเป็นthreat และเพื่อให้มนุษย์ยุคใหม่เรียนรู้จากอดีตโดยไม่ต้องจ่ายราคาด้วยชีวิตอีก
น่ากลัวดีนะที่ร่างเก่าๆ แค่โดนอุ่นก็อาจปลุกเชื้อโรคให้กลับมาได้modern medicine การแพทย์สมัยใหม่เตรียมรับมือได้จริงเหรอ
ฟังดูเหมือนหนังไซไฟ แต่มันจริงมาก ร่างแช่แข็ง = ห้องแล็บธรรมชาติที่เก็บเชื้อโรคไว้ครึ่งชีวิต
สงสารเด็กคนนั้น ถูกหลอกให้ดื่มเหล้าจนมึน แล้วก็ทิ้งไว้ให้ตาย ความศรัทธาที่ต้องแลกด้วยชีวิตเด็กcruel โหดร้ายเกินไป
เราเจอไวรัสโบราณจากน้ำแข็งละลายมาแล้วในห้องทดลอง แค่ตัวอย่างเล็กๆ ก็ต้องใช้ระดับความปลอดภัยสูงสุดcontainment การควบคุมต้องไม่ประมาท
แล้วถ้าพายุหิมะละลายเพราะโลกร้อน ร่างอื่นๆ ก็อาจโผล่มาอีก แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าใครอันตรายบ้างrisk ความเสี่ยงนี้ใหญ่กว่าที่คิด
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางสิ่งที่เราขุดพบ อาจไม่ควรปลุกให้ตื่นrespect ความเคารพต่ออดีต คือการไม่ไปรบกวนสิ่งที่ควรอยู่นิ่งๆ