น้ำมัน WTI ปิดพุ่ง $5.76 จากกังวลเจรจาสันติภาพอิหร่านล่ม : อินโฟเควสท์
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดพุ่งขึ้นกว่า 6% ในวันจันทร์ (20 เม.ย.) หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาปะทุอีกครั้งที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งพลังงานของโลกtension ครั้งนี้ส่งผลให้market กังวลต่อความต่อเนื่องของsupply น้ำมัน ขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ อ้างว่าได้ยึดเรือบรรทุกสินค้าของอิหร่านที่พยายามฝ่าnaval blockade ที่ประกาศไว้
สัญญา WTI ส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้นsharply ถึง 5.76 ดอลลาร์ หรือ 6.87% ปิดที่ 89.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบรนท์เพิ่มขึ้น 5.10 ดอลลาร์ หรือ 5.64% ปิดที่ 95.48 ดอลลาร์ สะท้อนrisk ที่นักลงทุนประเมินว่าอาจเกิดconflict เพิ่มเติมในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปกติขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก กลับมาชะงักอีกครั้งหลังอิหร่านประกาศปิดมันใหม่
อิหร่านอ้างว่าสหรัฐฯ ไม่ปฏิบัติตามceasefire agreement ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 7 เม.ย. และยังคงใช้มาตรการปิดล้อม ทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านระบุว่า ความพยายามทางการทูตกำลังเผชิญobstacle สำคัญ แม้จะมีข่าวว่าอาจมีการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ที่ปากีสถาน แต่เจ้าหน้าที่ย้ำว่ายังไม่มีfinal decision และรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังไม่ได้เดินทางไป แสดงถึงความuncertainty ของกระบวนการทั้งหมด
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่ามีlittle chance ที่จะขยายข้อตกลงหยุดยิงหากไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ข้อตกลงฉบับนี้จะสิ้นสุดในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ นักวิเคราะห์มองว่าราคาcrude oil อาจผันผวนต่อไป ขึ้นอยู่กับdiplomatic move และท่าทีของทั้งสองฝ่าย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อglobal economy โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่
ราคาน้ำมันขึ้นแรงขนาดนี้ แล้วค่าครองชีพจะตามไปอีกไหมprice hike การขึ้นราคาแบบนี้กระทบคนธรรมดาทุกคน
สหรัฐฯ บอกว่าปิดล้อมเพื่อความมั่นคง แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นeconomic pressure แรงกดดันทางเศรษฐกิจให้อิหร่านยอมเจรจา
ช่องแคบฮอร์มุซหยุดขนส่งแค่ไม่กี่วัน บริษัทเรือก็เริ่มขาดทุนแล้วshipping route เส้นทางเดินเรือนี้สำคัญมาก
ตลาดตอบสนองต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เสมอ นักลงทุนบางรายอาจเห็นโอกาสนี้ในการเก็งกำไร
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าข่าวจริงหรือแค่การควบคุมตลาดเพื่อให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น
ข้อตกลงหยุดยิงใกล้หมดอายุแล้ว ถ้าไม่ต่อ อาจเกิดescalation การยกระดับความขัดแย้งได้ทุกเมื่อ
การที่น้ำมันเบรนท์ขึ้นช้ากว่า WTI แสดงว่าmarket sentiment ทัศนคติของตลาดต่างกันในแต่ละภูมิภาค
ไม่ว่าใครจะชนะ เสียหายที่สุดคือคนที่ต้องจ่ายfuel cost ค่าน้ำมันเพิ่มทุกเดือน