ราคาทองคำโลกทรงตัว จับตาการเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่านรอบใหม่
ราคาทองคำโลกยังคงsteady ในวันอังคารที่ 21 เมษายน 2569 ขณะที่นักลงทุนและผู้ค้าจับตาความเคลื่อนไหวรอบใหม่ในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพด้านenergy supply ทั่วโลก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญยังคงถูกปิด ทำให้ตลาดต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
ทองคำแท่งซื้อขายอยู่ที่ราว 4,830 ดอลลาร์ต่อออนซ์ก่อนเปิดตลาด หลังจากปรับตัวลดลงเล็กน้อย 0.2% เมื่อวันก่อน โดยดัชนี Bloomberg รายงานว่า ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมากว่าแปดสัปดาห์ได้สร้างshock ต่อตลาดพลังงาน และเพิ่มแรงกดดันด้านinflation ซึ่งอาจผลักดันให้ธนาคารกลางหลายแห่งตรึงหรือแม้แต่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยสูงนี้ถือเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย มาร์ก เลิฟเฟิร์ต จากบริษัท Heraeus Precious Metals ชี้ว่า การปรับพอร์ตและลดleverage ในช่วงความผันผวนเป็นเรื่องปกติ แต่เขาย้ำว่า "ปัจจัยพื้นฐานของทองคำ" ยังคงแข็งแกร่ง และในระยะยาว ทองคำยังมีความน่าดึงดูดในฐานะเครื่องมือรักษาpurchasing power
นักลงทุนยังจับตาการพิจารณายืนยันตำแหน่งของเควิน วอร์ช ในฐานะประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ โดยคำแถลงที่เตรียมไว้บ่งชี้ว่าเขาจะยึดมั่นในความเป็นอิสระของธนาคารกลางหากวอร์ชสนับสนุนการผ่อนคลายด้านการเงินในปีนี้ อาจส่งผลบวกต่อราคาทองคำ แต่หากเขายังระมัดระวังต่อเงินเฟ้อและไม่เร่งลดดอกเบี้ย ทองคำอาจเผชิญแรงกดดันต่อไป
ทองนิ่งขนาดนี้ แสดงว่านักลงทุนยังuncertain ไม่แน่ใจว่าเจรจาจะสำเร็จไหม หรือแค่จับตาเฉยๆ
ถ้าเขาดูแลinflation เงินเฟ้อเข้มงวด ดอกเบี้ยคงไม่ลงเร็ว แล้วทองก็คงยืนไม่ไหว
ประเด็นจริงอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ถ้าปิดต่อ น้ำมันขาดแคลน นั่นแหละคือต้นตอของmarket risk ความเสี่ยงทางการตลาด
ช่วงนี้ผันผวนมาก การใช้leverage เลเวอเรจสูงอาจโดนเทขายเร็ว
ทองลง 8% ตั้งแต่ต้นสงคราม แต่ถ้ามองยาว ยังน่าถือครองเพราะคุ้มpurchasing power อำนาจซื้อ
พูดเรื่องสันติภาพได้ทุกวัน แต่เงินเฟ้อและราคาน้ำมันขึ้นจริง แล้วใครจะรับผิดชอบpublic trust ความเชื่อมั่นของประชาชน