ฮุน มาเนต เปลี่ยนกลยุทธ์ ทิ้งฟ้องศาลโลก หันเจรจาทวิภาคีทวงดินแดนจากไทย
หลังจากเคยประกาศจะยื่นฟ้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดแผนใหม่ของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้เปลี่ยนเป้าหมายหลักมาเป็นการเจรจาbilateral กับไทย โดยชี้ว่าแม้โอกาสสำเร็จจะเหลือเพียง 1% ก็ยังดีกว่าการเผชิญหน้าด้วยอาวุธ การเปลี่ยนแปลงท่าทีครั้งนี้สะท้อนถึงpressure ทางการทูตและความต้องการให้ข้อพิพาทชายแดนคลี่คลายอย่างสันติ ไม่ส่งผลให้คนรุ่นหลังต้องแบกรับความบาดหมางต่อไป
ฮุน มาเนตอธิบายว่า กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมหรือ JBC ที่เคยถูกมองว่าช้าและไร้ประสิทธิภาพ กลับมีprogress อย่างต่อเนื่องภายใต้บันทึกความเข้าใจปี 2000 โดยทั้งสองประเทศตกลงร่วมกันได้แล้ว 43 จาก 74 จุดปักปันเขตแดน ซึ่งคิดเป็นกว่าครึ่งของแนวชายแดนทั้งหมด 874 กิโลเมตร จุดนี้ถูกชี้เป็นevidence ว่าแนวทางเจรจาแบบตรงยังมีศักยภาพ
ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังมาจากการประเมินpolicy ของรัฐบาลไทยชุดใหม่ โดยเฉพาะข้อสัญญาที่ 9 ที่ระบุชัดว่าไทยจะแก้ไขข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชาผ่านnegotiation อย่างสันติ ซึ่งฮุน มาเนตมองว่าเป็นkey ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีทิศทางร่วมกัน และยังเปิดทางให้ JBC กลับมาทำงานได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องเผชิญarmed conflict
แม้จะมีเสียงวิจารณ์ในประเทศว่าการเจรจานำมาซึ่งความล้มเหลว แต่ผู้นำกัมพูชายืนยันว่าไม่ใช่การคาดเดา แต่เป็นความอดทนเชิงยุทธศาสตร์ที่อิงจากความเป็นจริง เขาเน้นว่าต้นทุนของความขัดแย้งไม่ใช่แค่ดินแดน แต่รวมถึงhuman cost ซึ่งมีชาวบ้านจำนวนมากที่ยังไม่สามารถกลับถิ่นฐานเดิมได้ และต้องเผชิญกับrisk จากทุ่นระเบิดในพื้นที่ขัดแย้ง ด้วยเหตุนี้ การเดินหน้าแม้เพียงเล็กน้อย จึงยังดีกว่าการหยุดนิ่ง
1% ก็ยังดีกว่า 0% จริงๆ นะ ถ้าไม่ลองเจรจา ความหวังก็หายไปตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว
ตกลงกันได้ 43 จุดแล้วเหรอ? แสดงว่าmarket ตลาดความร่วมมือยังมีพื้นที่ให้เติบโต อย่าเพิ่งทิ้งไว้กลางทาง
ฝ่ายหนึ่งอยากคุย อีกฝ่ายต้องตอบรับด้วยนะ ไม่งั้นbilateral ทวิภาคีมันไม่เกิด
ฟังดูดี แต่จำไว้ว่าคำพูดกับการกระทำมันต่างกัน ขอเห็นaction การกระทำจริงๆ ก่อน
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ดินแดน แต่คือการสร้างtrust ความเชื่อมั่นระหว่างคนสองชาติ ที่ถูกทำลายมานาน
ถ้า JBC กลับมาทำงานได้ แปลว่าพื้นที่ขัดแย้งจะปลอดภัยขึ้น ชีวิตชาวบ้านก็มีhope ความหวังคืนมาบ้าง