เปิดแผน ‘พรรคส้ม’ ดิ้นรนสู้ยิบตา
คดีการเข้าชื่อเพื่อrequest มาตรา 112 กลายเป็นtrigger ให้แกนนำพรรคส้มลุกขึ้นประท้วงอย่างเข้มข้น หลังจากที่นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ศาลฎีกาจะนัดพิจารณารับคำร้องในวันที่ 24 เมษายนนี้ ซึ่งทำให้บรรยากาศบนโซเชียลมีเดียของฝั่งพรรคส้มเดือดพล่านทันที โดยเฉพาะคำวิพากษ์วิจารณ์จาก 'ไอซ์–รัชนก ศรีนอก' ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ตั้งคำถามอย่างรุนแรงว่าjustice กำลังรับใช้ใคร
เธอเปรียบเทียบกับคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ถูกกล่าวหาว่าhide และแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ แต่กลับรอดจากการถูกลงโทษ โดย ป.ป.ช. ชี้แจงว่า นายศักดิ์สยามเพิ่งรู้ตัวในภายหลัง ขณะที่คดีของ ส.ส. 44 คนจากพรรคก้าวไกล กลับถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองอย่างหนัก ความเหลื่อมล้ำนี้ถูกมองว่าเป็นdouble standard ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในกระบวนการตรวจสอบ
คดีนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ ศาลฎีกาอาจตัดสินใจได้หลายทาง ตั้งแต่การรับคำร้องแต่ไม่สั่งให้suspend การรับเรื่องพร้อมสั่งพักงาน หรือแม้แต่การตีคำร้องตก ในขณะที่พรรคประชาชนเองก็อยู่ในภาวะตึงเครียด เพราะวันที่ 24-26 เมษายน จะมีการประชุมใหญ่พรรค ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ศาลจะประกาศคำสั่ง ทำให้พรรคต้องลุ้นระทึกทั้งภายในและภายนอก
ในภาวะวิกฤต พรรคเริ่มrestructure ทีมนำ โดยจะผลักดัน ดร.ต้น–วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แทนที่ เท้ง–ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่จะถอยลงมาเป็นเลขาธิการพรรค พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งโฆษกพรรคและวิปฝ่ายค้าน ทั้งหมดนี้สะท้อนความพยายามในการรักษาเสถียรภาพ และเตรียมรับมือกับlegal battle ที่อาจกำหนดชะตากรรมของพรรคในไม่ช้า
ทุกครั้งที่พูดถึง ป.ป.ช. รู้สึกว่าfairness ความยุติธรรมมันเอียงเหมือนเคย
เปลี่ยนหัวหน้าพรรคตอนนี้เหมือนเปลี่ยนล้อรถตอนรถกำลังไหลลงเขา ดูเสี่ยงแต่ก็อาจรอดถ้าtiming จังหวะดี
คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่คือpolitical pressure แรงกดดันทางการเมืองชัดๆ
ถ้าศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ งานนี้ปิดฉากแน่นอน ไม่ต้องรอถึงปีหน้า
ประชาชนไม่ได้ต้องการแค่คำตอบ แต่ต้องการtransparency ความโปร่งใสที่แท้จริง
ทำไมคดีเดียวกัน แต่บางคนโดนหนัก บางคนรอด? คำถามนี้ควรอยู่ในใจทุกคน