แผนรับมือ-สู้คดี พรรคประชาชน ลุ้น 24 เม.ย. ศาลฎีกาไม่สั่งพักงาน
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน กำลังกลายเป็นdeadline ทางการเมืองที่พรรคประชาชนต้องลุ้นอย่างหนัก หลังศาลฎีกาจะนัดประชุมองค์คณะเพื่อพิจารณาคำร้องจาก ป.ป.ช. ที่ยื่นเอาผิดอดีต ส.ส. 44 คนจากพรรคก้าวไกล ฐานฝ่าฝืนethics กรณีร่วมลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งในจำนวนนี้ มี ส.ส. พรรคประชาชนถึง 10 คนที่เป็นcore และนักอภิปรายสำคัญของพรรค เช่น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศิริกัญญา ตันสกุล และรังสิมันต์ โรม
หากศาลฎีกาตัดสินให้รับคำร้องไว้ไต่สวน และสั่งให้ 10 ส.ส. พรรคส้มหยุดปฏิบัติหน้าที่ ฝ่ายค้านในสภาจะสูญเสียvoting power ไปทันที แต่ผลกระทบที่ลึกกว่านั้นคือการขาดบุคลากรหลักในช่วงเวลาสำคัญ ที่อาจกินเวลาถึงหนึ่งปี หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับpace ของกระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งตามระเบียบอาจใช้เวลา 9-12 เดือน แต่ก็อาจเร็วหรือช้ากว่านั้นตามความซับซ้อนของพยานและเอกสาร
พรรคประชาชนไม่ยอมจำนนโดยง่าย แผนสู้คดีที่นำโดยนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย ชูสามแนวรับหลัก: ประการแรก ย้ำว่าการเสนอแก้กฎหมายเป็นlegislative duty ที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง จึงไม่ควรถูกตุลาการแทรกแซง; ประการที่สอง ขอให้สอบเจตนาของแต่ละบุคคลแยกกัน เพราะการเหมารวม 44 คนเป็นคดีเดียวอาจไม่เป็นธรรม; และประการที่สาม ตั้งคำถามต่อความชอบด้วยกฎหมายของinvestigation โดย ป.ป.ช. ที่อาจนำไปสู่การขอให้ยกฟ้องหรือสั่งพิจารณาใหม่
ความหวังของพรรคมาจากการที่ศาลฎีกาเคยตัดสินสวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองสูงสุดในคดียิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยอ้างว่าไม่พบintent กระทำผิด แม้คำวินิจฉัยอื่นจะชี้ว่ามีมติที่ขัดกฎหมาย ตัวอย่างนี้กลายเป็นแรงผลักให้เชื่อว่าคดีนี้ยังมีทางพลิกได้ หากองค์คณะเห็นว่าการแก้ 112 เป็นเพียงการใช้สิทธิของ ส.ส. ไม่ใช่การล้มล้าง ขณะที่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน พรรคจะจัดประชุมใหญ่ ซึ่งอาจมีการปรับโครงสร้างหากผลคดีออกมาไม่เป็นใจ — ทำให้ช่วง 24-26 เม.ย. นี้ กลายเป็นช่วงเวลาcritical และชี้ขาดของพรรค
ถ้าโดนสั่งพักงาน แล้วฝ่ายค้านจะมีเสียงพอต่อต้านรัฐบาลไหม? balance ดุลยภาพทางการเมืองอาจพังทันที
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้ว แต่ศาลฎีกายังสามารถไม่ตาม? เรื่องนี้มันขัดแย้งกันทางprinciple หลักนิติธรรมรึเปล่า?
10 เสียงนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือvoice เสียงของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนสภา
ป.ป.ช. ทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่การยื่นคดีนี้มันรู้สึกเหมือนpressure แรงกดดันทางการเมืองมากกว่า
ถ้าไม่พิจารณาเจตนา แล้วจะตัดสินความผิดได้อย่างไร? ต้องดูว่าศาลจะจริงจังกับjustice ความยุติธรรมแค่ไหน
ฟังดูซับซ้อน แต่ใจความคือคนที่ทำตามหน้าที่กลับถูกฟ้อง? แล้วdemocracy ประชาธิปไตยของเราจะไปทางไหน
การขยับวีระยุทธขึ้นแทน ถ้าณัฐพงษ์โดนพักงาน คือแผนสำรองที่เตรียมมานานแล้ว ไม่ใช่แค่reaction ปฏิกิริยาฉุกเฉิน
ขอให้ศาลใช้ดุลยพินิจอย่างเป็นกลาง อย่าให้คำตัดสินกลายเป็นบรรทัดฐานที่ปิดกั้นการเสนอความเห็นในอนาคต