จีนขยับบทบาทกลางวิกฤตพลังงาน 'หวัง อี้' เตือนโลกถึงจุดเปลี่ยนสงคราม–สันติภาพ
จีนเดินหน้าใช้pressure การทูตเพื่อคลี่คลายวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง หลังหวัง อี้รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เปิดการเจรจาทางโทรศัพท์กับอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 16 เมษายน เวลา 12.25 น. โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการรับประกันความปลอดภัยของการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของจีนในความขัดแย้งระดับโลก โดยหวัง อี้ ระบุว่าโลกกำลังอยู่ที่crossroads ระหว่างสงครามกับสันติภาพ พร้อมเตือนว่าpeace window อาจปิดลงหากไม่มีความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการรักษาสมดุลระหว่างอธิปไตยของประเทศชายฝั่งกับผลประโยชน์ร่วมของโลก
ในขณะที่สหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่าน จีนออกมาประณามมาตรการดังกล่าวว่าrisky และไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งอาจบั่นทอนข้อตกลงหยุดยิงที่กำลังจะหมดอายุในวันที่ 22 เมษายน ทางการจีนย้ำว่าความมั่นคงในช่องแคบนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาภูมิภาค แต่เป็นglobal interest ที่เกี่ยวข้องกับmarket น้ำมัน ราคา และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
อิหร่านแสดงท่าทีเปิดกว้างต่อการเจรจาและคาดหวังให้จีนมีบทบาทเชิงรุกในการผลักดันสันติภาพ ขณะที่ดอนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ส่งสัญญาณดีต่อความสัมพันธ์กับจีน โดยอ้างว่าจีนให้คำมั่นไม่ส่งอาวุธให้อิหร่านก่อนการเยือนจีนในเดือนหน้า สะท้อนstrategic balance ที่ทั้งสองมหาอำนาจพยายามรักษาไว้ท่ามกลางtension ที่ยังสูงอยู่
จุดตัดระหว่างสงครามกับสันติภาพไม่ใช่คำพูดเบาๆglobal risk ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตรงนี้ส่งผลต่อทุกคน ไม่ใช่แค่ในตะวันออกกลาง
จีนเล่นบทคนกลางอย่างชาญฉลาด แต่ก็ต้องดูว่าtrust ความเชื่อมั่นในบทบาทนี้จะยั่งยืนแค่ไหนเมื่อผลประโยชน์พลังงานของตัวเองก็เกี่ยวข้องโดยตรง
ถ้าช่องแคบฮอร์มุซมีปัญหา ราคาพลังงานทั่วโลกจะพุ่งแน่นอนprice ราคาที่เราจ่ายทุกวันจะโดนกระทบหมด
สหรัฐฯ ปิดล้อม จีนเตือน แล้วประชาชนล่างสุดต้องจ่ายราคาimpact ผลกระทบของสงครามแบบนี้มักไม่ตกอยู่กับผู้นำ
น่าสนใจที่จีนไม่เอาข้างแต่เรียกร้องcooperation ความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง หวังว่าจะไม่ใช่แค่คำพูด
แล้วถ้าข้อตกลงหยุดยิงพังในวันที่ 22 นี้update รายงานถัดไปจะเป็นการประกาศสงครามหรือเปล่า?