น้ำมันดิบโลกต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ หลัง IEA ชี้สงครามทุบดีมานด์-อุปทานสะดุดฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกตกลงต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน หลังจากที่report ล่าสุดจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่า ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกกำลังเผชิญกับการลดลงอย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ด้วยเหตุผลหลักมาจากการปะทะกันระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ส่งผลต่อmarket พลังงานและเศรษฐกิจโลกโดยรวม
IEA ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำมันในไตรมาส 2 นี้อาจลดลงถึง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์demand destruction ที่รุนแรง และทิ้งห่างจากคาดการณ์เดิมที่เคยประเมินว่าจะมีการเติบโตของdemand ถึง 730,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกัน อุปทานน้ำมันทั่วโลกก็ลดฮวบลงเหลือเพียง 97 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับปกติที่ 107.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
สาเหตุสำคัญมาจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง และการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเคยขนส่งน้ำมันได้ถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้เกิดภาวะsupply disruption ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และเพิ่มpressure ต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก
อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบ่งชี้ว่าความขัดแย้งอาจเริ่มคลี่คลาย หลังแหล่งข่าวเปิดเผยว่าทั้งสองฝ่ายอาจกลับมาเจรจาอีกครั้งในสัปดาห์นี้ ภายใต้การไกล่เกลี่ยของประเทศที่สาม ซึ่งหากpeace talks ประสบความสำเร็จ ก็อาจทำให้price และpublic trust ในตลาดพลังงานฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
ราคาน้ำมันตกแบบนี้ น่าจะช่วยบรรเทาcost ต้นทุนในการขนส่งและพลังงานในประเทศกำลังพัฒนาได้บ้าง
แล้วเมื่อไหร่ราคาน้ำมันจะลงมาถึงปั๊มจริงๆ ล่ะ ตอนนี้ยังไม่เห็นimpact ผลกระทบเลย
ดูเหมือนว่าทุกครั้งที่เกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ตลาดโลกก็สั่นสะเทือนทุกที ไม่รู้ว่าจะพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไปได้อีกนานแค่ไหน
นี่คือตัวอย่างชัดเจนของrisk ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจทั่วโลก
แทนที่จะรอให้สงครามจบแล้วราคากลับมา ควรเร่งลงทุนในพลังงานทางเลือกเพื่อลดdependence การพึ่งพาน้ำมัน
แล้วถ้าการเจรจาล้มเหลวอีกครั้ง ราคาน้ำมันจะพุ่งกลับไปที่ 120 ดอลลาร์ได้ไหม หรือmarket ตลาดจะตอบสนองช้าลง?