เร่งกู้เงิน 4 แสนล้าน: ข้ามสภาเศรษฐกิจได้หรือแค่เร่งเพื่อภาพลักษณ์?
ในเช้าวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล เสียงเร่งด่วนของeconomy เริ่มดังขึ้นเมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศว่าจะผลักดันพระราชกำหนดกู้เงินเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ภายในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่าน ครม.เศรษฐกิจก่อน แม้จะมีเสียงท้วงติงว่าควรผ่านกลไกพิเศษเพื่อความโปร่งใส แต่เขาย้ำว่า ไม่มีrule ใดบังคับ และกระบวนการนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตายตัว ความเร่งด่วนจึงถูกวางไว้บนความจำเป็นของสถานการณ์
การประชุม ครม.เศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม ต้องถูกเลื่อนออกไปเป็นสัปดาห์หน้า เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ ทำให้การตัดสินใจเรื่องfunding ต้องเดินหน้าผ่านช่องทางปกติ โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเป็นผู้จัดลำดับวาระที่จะนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นวาระประจำหรือวาระเร่งด่วน ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนภาพของรัฐบาลที่พยายามเร่งเครื่องเพื่อให้เม็ดเงินสะพัดเร็วขึ้น โดยไม่รอโครงสร้างที่อาจช้ากว่าความต้องการของpublic
แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่คำถามเรื่องbudget 4 แสนล้านบาทถูกหยิบขึ้นมาถามอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งนายอนุทินตอบเพียงสั้น ๆ ว่า รอให้ผ่าน ครม.ก่อน สื่อสารถึงความระมัดระวังในการประกาศตัวเลขก่อนเวลาอันควร แต่ก็ไม่ปฏิเสธหรือยืนยัน ท่าทีนี้แสดงถึงการรักษาสมดุลระหว่างความเร่งด่วนกับความรอบคอบในการตัดสินใจที่มีผลต่อทิศทางของชาติ
เบื้องหลังความเร่งรีบนี้คือการประชุมหลายรอบที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน ซึ่งมีการพูดคุยถึงความจำเป็นและbenefit ที่ประชาชนจะได้รับ แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของข้อโต้แย้ง แต่การยอมรับว่ามีการถกเถียงแสดงว่าไม่ใช่เรื่องที่ผ่านฉลุย แต่เป็นผลจากการพิจารณาที่ชั่งน้ำหนักทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ความท้าทายคือการสร้างความเชื่อมั่นว่าเงินกู้นี้จะไม่กลายเป็นภาระ แต่จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่แท้จริง
เร่งด่วนเกินไปไหม หรือแค่พยายามสร้างภาพว่าทำงานfast เร็ว
ถ้าเงินนี้ลงถึงมือคนตัวเล็กจริง ก็ช่วยได้เยอะ ไม่งั้นก็แค่ฟุ้งซ่าน
4 แสนล้าน แล้วใครจะควบคุมการใช้เงิน อย่าให้สุดท้ายกลายเป็นdebt หนี้ที่เราต้องใช้กันทั้งชาติ
ขอให้ใช้เงินนี้เพื่อประโยชน์ของประชาชนจริง ๆ อย่าให้กลายเป็นผลประโยชน์ของคนกลุ่มเดียว
ถ้าเป็นpolicy นโยบายที่โปร่งใส ผมก็สนับสนุน
จะกู้เงินทำไม ในเมื่องบประมาณปกติก็ยังใช้ไม่คุ้มค่า
ได้ยินข่าวเรื่องนี้ทีไร ใจเต้นทุกที หวังว่าจะไม่ใช่ลมปากเหมือนที่ผ่านมา
การไม่ผ่าน ครม.เศรษฐกิจอาจเร็วขึ้น แต่ก็เสี่ยงต่อการขาดการตรวจสอบจากภาคสังคมที่ควรได้มีส่วนร่วม