ภาคธุรกิจอเมริกันรับมือด้วยความระมัดระวังต่อผลกระทบของความขัดแย้งนี้
ภาคธุรกิจของสหรัฐฯ กำลังแสดงcaution อย่างชัดเจนต่อimpact จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังจากรายงานล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หรือที่เรียกว่าreport 'เบจบุ๊ก' ชี้ว่าหลายบริษัทเริ่มเข้าสู่โหมด 'รอดูสถานการณ์' แทนการตัดสินใจรุกหนักในด้านการจ้างงาน การลงทุน หรือการปรับprice สินค้า
ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นหลังเหตุการณ์โจมตีทางอากาศและการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้energy cost และเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสินค้าหลายประเภท เช่น พลาสติก ปุ๋ย และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ต้องปรับprice ตามไปด้วย แม้ผู้บริโภคบางกลุ่มยังมีpurchasing power คงที่ แต่แรงกดดันทางการเงินเริ่มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย
ที่น่ากังวลคือproduction cost ที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราการขึ้นselling price ส่งผลให้profit ของธุรกิจหลายแห่งหดตัวลง ขณะเดียวกัน แรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอนกำลังทำให้ประชาชนเริ่มพึ่งพาsocial services และธนาคารอาหารมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตามlabor market ของสหรัฐฯ ยังคงแสดงสัญญาณความมั่นคง โดยเฟดรายงานว่ามีการจ้างงานในลักษณะทดแทนตำแหน่งที่ว่างเป็นหลัก ขณะที่อัตราการเลิกจ้างและการหมุนเวียนงานยังต่ำ สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังไม่ได้ลดกำลังคน แต่ก็ยังอยู่ภายใต้pressure ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้หากความขัดแย้งยืดเยื้อและราคาน้ำมันไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ราคาน้ำมันขึ้นแรงขนาดนี้ แล้วใครจะรับcost ต้นทุนไหว ยิ่งธุรกิจขนาดกลาง-เล็กยิ่งเสี่ยง
ของขึ้นทุกอย่าง แต่เงินเดือนไม่ขึ้น ความเชื่อมั่นของคนแบบเราลดลงทุกวันtrust ความเชื่อมั่นไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือความรู้สึกปลอดภัย
ค่าขนส่งพุ่ง ต้นทุนส่งของเพิ่มขึ้นเกือบ 30% แล้ว ต้องขึ้นราคาหรือยอมกินเองดี
เฟดบอกว่าตลาดงานยังมั่นคง แต่ความจริงคือจ้างแค่ทดแทน ไม่มีใครกล้าขยายทีม นี่คือcaution ความระมัดระวังระดับสูงสุด
แล้วถ้าความขัดแย้งยุติ ราคาน้ำมันจะตกเร็วพอชดเชยที่ผ่านมาไหม หรือบริษัทจะเก็บprofit margin ส่วนต่างกำไรไว้เฉยๆ
สงครามไม่ได้ไกลอย่างที่คิด แค่ช่องแคบฮอร์มุซปิดไม่กี่วัน ก็ทำเศรษฐกิจโลกสะเทือนแล้วglobal impact ผลกระทบระดับโลกเริ่มจากจุดเล็กๆ ทุกที