IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก เตือนเสี่ยงถดถอยจากสงครามตะวันออกกลาง-ราคาน้ำมันพุ่ง
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์growth ของเศรษฐกิจโลก โดยชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังดันให้energy prices พุ่งสูงขึ้น และเพิ่มrisk ที่เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะrecession ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของโลก
ในรายงานล่าสุดที่นำเสนอระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิกับธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. IMF ได้เสนอสามscenarios ทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ระดับอ่อนแอ ถึงรุนแรง โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในปี 2027 และการเติบโตทั่วโลกอาจชะลอตัวเหลือเพียง 2.0% — ใกล้เคียงกับเกณฑ์ภาวะถดถอย
แรงกดดันจากinflation ก็ทวีความรุนแรงขึ้น หากราคาพลังงานยังคงสูงต่อเนื่อง ซึ่งอาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องใช้monetary policy ที่เข้มงวดมากขึ้น แม้ในกรณีพื้นฐาน IMF ยังคงคาดว่าสงครามจะยุติในระยะสั้น และราคาน้ำมันจะกลับสู่ระดับปกติในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แต่แนวโน้มปัจจุบันกลับชี้ไปที่downside risks ที่เพิ่มขึ้น
เศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน สหรัฐฯ ยังคงมีgrowth forecast ที่แข็งแกร่งที่ 2.3% ขณะที่ยูโรโซนอาจชะลอตัวเหลือเพียง 1.1% ด้วยความพึ่งพาพลังงานนำเข้า ส่วนจีนและญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน อินเดียกลับถูกมองว่าเป็นbright spot ด้วยการเติบโตที่คาดว่าจะอยู่ที่ 6.5% จากแรงขับเคลื่อนภายในประเทศ
ถ้าenergy prices ราคาน้ำมันยังยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ ต้นทุนโลจิสติกส์ของบริษัทขนส่งก็จะพุ่ง แล้วเราคงต้องเห็นprice ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอีกแน่
IMF บอกว่าให้รัฐช่วยvulnerable groups กลุ่มเปราะบางแต่จริงๆ แล้วมาตรการอุดหนุนก็มักกระจายไปทั่ว แล้วจบด้วยการเพิ่มpublic debt หนี้สาธารณะอีกเช่นเคย
ตั้งแต่ปี 2020 ก็เจอแต่crisis วิกฤตซ้อนวิกฤต โควิด สงคราม น้ำมันแพง ตอนนี้แค่ได้ยินคำว่าrecession ถดถอยก็เครียดแล้ว
แต่อินเดียยังโตได้ 6.5% นะ แสดงว่าตลาดเกิดใหม่ยังมีpotential ศักยภาพถ้าบริหารจัดการดี
ถ้าmonetary policy นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น เกษตรกรที่กู้เงินทำนาทำสวนก็จะได้รับpressure แรงกดดันเพิ่ม นี่เป็นกลุ่มที่ไม่ควรถูกละเลย
แล้วถ้าสงครามยืดเยื้อเกินกว่าที่กรณีพื้นฐานคาดไว้ IMF จะปรับforecast คาดการณ์ใหม่เมื่อไหร่?