แนวโน้มราคาทองไซด์เวย์ขึ้น - จับตาสันติภาพสหรัฐฯ–อิหร่านและท่าทีจีน
ราคาทองคำในตลาดโลกยังคงเคลื่อนไหวแบบsideway ระหว่างแนวรับที่ 4,780 ดอลลาร์และแนวต้าน 4,870 ดอลลาร์ ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศล่าสุดอยู่ที่ระดับสูงสุด 73,100 บาทและต่ำสุด 72,800 บาท โดยตลาดจับตาmarket จากความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านและจีนอย่างใกล้ชิด ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ (DXY) เคลื่อนตัวทรงตัวที่ 98.18 หน่วย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีอยู่ที่ 4.28%
ความหวังเรื่องสันติภาพในตะวันออกกลางยังคงให้แรงขับเคลื่อนตลาด หลังประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณบวกว่าความขัดแย้งใกล้สิ้นสุด พร้อมกับข้อเสนอขยายเวลาceasefire อีก 2 สัปดาห์เพื่อเจรจาต่อ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทรงตัวที่ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งช่วยลดpressure ต่อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ แต่ก็ไม่ทำให้ราคาถอยห่างจากระดับสูงเกินไป
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กลับเพิ่มขึ้น หลังกระทรวงการต่างประเทศจีนวิจารณ์มาตรการnaval blockade ของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง ระบุว่าเป็นการกระทำที่อันตรายและอาจนำไปสู่การปะทะกันโดยตรงกับเรือสินค้าจีน ซึ่งเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของsupply chain โดยเฉพาะแร่หายาก (Rare Earths) และอาจส่งผลให้จีนระงับการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ได้
ในด้านการลงทุน กองทุนทองคำ (Gold ETF) เริ่มกลับมาซื้อสะสมแล้วกว่า 25 ตันในเดือนเมษายน หลังเผชิญแรงขายหนักถึง 94 ตันในเดือนมีนาคม บ่งชี้ถึงmarket trust ที่เริ่มฟื้นตัว นักวิเคราะห์แนะนำให้ทยอยbuy หากทองลงมาแตะแนวรับ 4,780 ดอลลาร์ หรือ 72,500 บาท แต่หากต่ำกว่า 4,740 ดอลลาร์หรือ 72,200 บาท ควรsell เพื่อลดrisk
ราคาทองในประเทศยังสูงมาก ถึง 73,000 บาท แล้ว นี่ถ้าโลกเกิดcrisis วิกฤตจริงๆ จะพุ่งไปเท่าไหร่
ผมถือทองแท่งไว้ 2 บาท ตอนนี้ลังเลว่าจะhold ถือต่อหรือขายที่แนวต้าน 73,200
จีนแค่ขู่ไว้ก่อน แต่ไม่กล้าตัดถั่วเหลืองหรอก เพราะประชาชนเขาต้องกินน้ำมันถั่วเหลือง ถ้าsanction คว่ำบาตรจริง ตัวเองจะเจ็บก่อน
ถึงค่าเงินบาทจะแข็ง แต่ทองในประเทศยังตามโลกช้าไปหน่อย นี่คือช่องว่างให้เก็งกำไรต่างราคา
ลูกค้ามาถามทุกวันว่าทองลงไหม บอกเลยว่าdemand ความต้องการยังสูง แต่ซื้อเป็นชิ้นเล็กๆ ไม่กล้าซื้อหนักเหมือนก่อน
ถ้าเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยคืนนี้ ทองอาจพุ่งข้ามresistance แนวต้าน 4,870 ดอลลาร์ได้