ทรัมป์อ้างจีนเห็นพ้องงดส่งอาวุธให้อิหร่าน ประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวอ้างเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่าจีนได้ตอบตกลงโดยตรงว่าจะไม่ส่งต่ออาวุธให้กับอิหร่าน ท่าทีนี้ถูกนำเสนอพร้อมกับความพึงพอใจอย่างยิ่งจากผู้นำอเมริกันที่ประกาศว่าmarket โลกจะได้เห็นการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร ภายหลังจากที่เคยสั่งปิดล้อมเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งถือเป็นเส้นทางการค้าน้ำมันที่สำคัญที่สุดเส้นหนึ่งของโลก
ทรัมป์ระบุผ่านsocial media ส่วนตัวว่า จีน "มีความสุขมาก" ที่เขากำลังจะเปิดช่องแคบให้เดินเรือได้อย่างอิสระ และย้ำว่าการเคลื่อนไหวนี้ทำเพื่อทั้งจีนและโลก โดยคาดหวังว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะโอบกอดเขาอย่างอบอุ่นในการพบกันกลางเดือนหน้า ท่าทีนี้สะท้อนpressure ที่เพิ่มขึ้นต่อเตหะราน ท่ามกลางความพยายามของอเมริกาในการยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
แม้คำกล่าวอ้างเรื่องข้อตกลงกับจีนจะยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางการปักกิ่ง แต่ทรัมป์ยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายกำลังทำงานร่วมกันอย่าง "ชาญฉลาด" และ "ราบรื่น" พร้อมขู่ว่าหากจำเป็น สหรัฐฯ ก็พร้อมจะใช้กำลังทางทหารอย่างหนัก โดยอ้างว่าสามารถทำลายสะพานและโรงไฟฟ้าทั้งหมดของอิหร่านได้ภายในหนึ่งชั่วโมง ทั้งหมดนี้เพื่อผลักดันให้เกิดแผนใหม่ที่ไม่อนุญาตให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ทางการทูต แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อprice น้ำมันและเสถียรภาพในภูมิภาค ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความเชื่อมั่นของตลาดยังเปราะบาง และแม้ทรัมป์จะแสดงท่าทีมั่นใจ แต่การขาดreport ยืนยันจากจีนอาจทำให้เกิดความสับสนในนโยบายต่างประเทศ ขณะที่แรงกดดันต่ออิหร่านยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการทูต แต่เป็นrisk ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจด้วย ถ้าช่องแคบปิดอีก ราคาน้ำมันพุ่งแน่
จีนจะเห็นพ้องจริงหรือเปล่า หรือทรัมป์แค่พูดเองเออเอง แล้วใช้ชื่อจีนมาอ้างเพื่อสร้างpublic trust ความเชื่อมั่นของประชาชน
เขาชอบขู่ว่าจะทิ้งระเบิดใน 1 ชั่วโมงตลอด แต่สุดท้ายก็ไม่ทำ นี่คือstrategy กลยุทธ์หรือแค่พูดเกินจริง
การเปิดช่องแคบถาวรฟังดูดี แต่ถ้าไม่มีplan แผนรองรับจริง คงอยู่ได้ไม่นาน
สังเกตไหมว่าทุกครั้งที่เขาจะเจรจากับใคร มักจะขู่ก่อน แล้วค่อยพูดถึงความร่วมมือ นี่คือpressure แรงกดดันแบบคลาสสิก
ถ้าจีนไม่ได้พูดจริง แล้วเขากลับออกมาอ้างแบบนี้ ความสัมพันธ์อาจตึงเครียดได้โดยไม่จำเป็น นี่คือimpact ผลกระทบที่ไม่ควรมองข้าม