ปารีสกับทางแยกของปัญญาประดิษฐ์: ใครกลัวกฎเกณฑ์?
ในห้องประชุมที่กรุงปารีส ซึ่งควันของอุดมการณ์ทางเทคโนโลยีดูจะหนาทึบกว่าควันบุหรี่ในยุคก่อน การประชุมสุดยอดด้านปัญญาประดิษฐ์ได้เห็นพัฒนาการที่น่าสนใจ: กว่าหกสิบประเทศ รวมถึงจีนและอินเดีย ต่างก้มหน้าลงนามในปฏิญญา AI ที่มุ่งหวังให้การพัฒนาเทคโนโลยีนี้เป็นไปอย่างครอบคลุม, โปร่งใสและมีจริยธรรมท่ามกลางความหวังว่าโลกจะไม่ปล่อยให้ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นอำนาจที่ควบคุมโดยไม่รับผิดชอบ
แต่ในฉากหลังเดียวกันนั้น สหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรกลับเลือกไม่ขยับมือถือปากกา ทั้งสองประเทศเป็นเพียงไม่กี่ชาติที่ปฏิเสธร่วมลงนาม โดยอังกฤษระบุว่า แม้จะเห็นด้วยกับmajority แต่ปฏิญญานี้ยังคลุมเครือเกินไปในเรื่องธรรมาภิบาลระดับโลก และไม่ตอบคำถามหนักๆ เรื่องsecurity แห่งชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่เทคโนโลยีเร็วแรงอย่าง AI อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนได้
ด้านนายเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้มาแทนรัฐบาลทรัมป์ กล่าวชัดเจนว่าการควบคุมที่excessive อาจทำลายนวัตกรรมที่เพิ่งเริ่มต้น และเรียกร้องให้เน้นgrowth มากกว่าความปลอดภัย คำพูดนี้สวนทางกับประธานาธิบดีมาครงของฝรั่งเศส ผู้เชื่อว่าข้อบังคับไม่ใช่เบรก แต่คือเครื่องยึดให้ AI ก้าวไปอย่างมั่นคง
แม้รัฐบาลอังกฤษจะย้ำว่าตัดสินใจเองโดยไม่ตามสหรัฐ แต่ท่าทีของทั้งสองชาติสะท้อนความเชื่อเดียวกัน: ความสมดุลระหว่างopportunity กับความมั่นคงต้องไม่ถูกผลักดันโดยฉันทามติที่อาจบ่อนทำลายขีดความสามารถของชาติ ปฏิญญานี้ยังเน้นย้ำเรื่องความยั่งยืนและการใช้พลังงานของ AI ที่อาจเทียบเท่าประเทศเล็กๆ ได้ในไม่กี่ปี — ประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาหารือครั้งแรกในเวทีระดับนานาชาติ
น่าสนใจที่จีนลงนาม ทั้งที่มีนโยบายควบคุม AI อย่างเข้มคำนี้เรียกว่าอะไรดี
สหรัฐฯ กลัวเสียความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีมากกว่ากลัว AI จะล่มโลก
แล้วประชาชนทั่วไปจะได้ประโยชน์อย่างไรจากปฏิญญานี้จริงๆaccess การเข้าถึงเทคโนโลยีควรเป็นหัวใจ
ถ้าไม่มีข้อบังคับ แล้วใครจะรับผิดเมื่อ AI ตัดสินใจผิดล่ะความรับผิดชอบหายไปไหน
อังกฤษบอกว่าไม่เกี่ยวกับทรัมป์ แต่ฟังดูเหมือนแนวคิดเดียวกันเปี๊ยบ
ความมั่นคงของชาติเป็นข้ออ้างที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย
AI กินไฟมากขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วenvironment สิ่งแวดล้อมจะรับไหวไหม