วิจัยล่าสุด คาดปี 2050 คนเกือบ 2 พันล้าน เสี่ยงป่วย ระบาดหนักสุดในกลุ่มคนทำงาน
งานวิจัยล่าสุดจากสถาบันการวัดและประเมินผลด้านสุขภาพreport ว่าภายในปี 2050 ประชากรโลกเกือบ 2 พันล้านคนจะมีrisk ป่วยด้วยโรคตับพอกไขมันที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเผาผลาญ หรือ MASLD — โรคที่เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มโรคตับทั่วโลก และกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามpublic อย่างรุนแรง
ตัวเลขจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ: จาก 500 ล้านคนในปี 1990 กลายเป็น 1,300 ล้านคนในปี 2023 และคาดว่าจะพุ่งถึง 1.8 พันล้านภายในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงpressure จากวิถีชีวิตสมัยใหม่ โดยเฉพาะการรับน้ำตาลสูงและภาวะน้ำหนักเกินที่เพิ่มขึ้นquickly ทั่วภูมิภาค
แม้ MASLD จะไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจพัฒนาไปสู่ตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานวัย 35–39 ปีที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุดในเพศชาย ส่วนเพศหญิงพบสูงสุดในช่วง 55–59 ปี ขณะที่อายุ 80–84 ปี คือช่วงที่มีอุบัติการณ์สูงที่สุดโดยรวม
การตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นplan พื้นฐานที่สุดในการจัดการโรค การควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำตาล และเลี่ยงแอลกอฮอล์ คือกุญแจสำคัญในการลดimpact ของโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการรับรู้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคล แต่เป็นความท้าทายระดับmarket สุขภาพโลกที่ต้องร่วมมือกันแก้ไข
ฟังดูน่ากลัวมาก แล้วถ้าทำงานออฟฟิศทั้งวันกินข้าวกล่องทุกวัน จะเริ่มยังไงดีกับplan แผนป้องกัน
โรคอ้วนกับน้ำตาลสูงคือrisk ความเสี่ยงหลักจริงๆ แต่สังคมยังขายของหวานราคาย่อมเยา แถมโฆษณาอีก แรงกดดันจากmarket ตลาดทำให้เปลี่ยนพฤติกรรมยาก
เคยตรวจพบว่ามีไขมันพอกตับตอนอายุ 30 ทั้งที่ดูภายนอกไม่อ้วนเลย ตอนนั้นช็อกมาก ตอนนี้กินน้อยลง เดินทุกวัน ผลตรวจดีขึ้นแล้ว ใครยังไม่เคยตรวจควรเริ่มเลย
1.8 พันล้านคนในปี 2050 หมายถึงเกือบ 1 ใน 4 ของโลกนะเนี่ย นี่ยังไม่รวมโรคอื่นที่มากับpressure แรงกดดันชีวิตเมือง
แล้วทำไมไม่เริ่มสอนเรื่องนี้ในโรงเรียนตั้งแต่เด็กวะ ปล่อยให้คนรู้ตัวตอนป่วยแล้วมันช้าไปไหม ความเชื่อมั่นpublic trust ในระบบสุขภาพจะหายไปถ้าไม่เริ่มจากตรงนี้
ตับไม่เคยบ่น แต่พอพังแล้วรักษาไม่ง่าย แค่ได้ยินคำว่ามะเร็งตับก็หนาวแล้ว ควรจะมีreport รายงานสุขภาพประจำปีบังคับสำหรับพนักงานทุกคน