ฮุน มาเนต เปลี่ยนแผน! หันเจรจาทวิภาคีทวงดินแดน แม้โอกาสสำเร็จแค่ 1%
รัฐบาลกัมพูชาภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแผนใหม่ในการจัดการข้อพิพาทชายแดนกับไทย โดยหันมาเน้นการเจรจาทวิภาคีแทนที่จะพึ่งพาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) อย่างที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ การเปลี่ยนแปลงท่าทีครั้งสำคัญนี้สะท้อนpressure ทางการทูตและความต้องการเห็นความสงบในพื้นที่ชายแดนที่ปะทุขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นายฮุน มาเนต ชี้ว่า แม้โอกาสความสำเร็จในการเจรจาจะมีเพียง 1% เท่านั้น แต่ก็ยังดีกว่าการเผชิญหน้าด้วยอาวุธที่อาจนำไปสู่risk ด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจระยะยาว เขาเปรียบเทียบกับความขัดแย้งในยูเครนและกาซา ที่สุดท้ายก็วนกลับมาสู่โต๊ะเจรจา ซึ่งย้ำว่าpeace คือทางออกเดียวที่ยั่งยืน
หัวใจของplan นี้คือการฟื้นฟูบทบาทของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ที่ภายใต้บันทึกความเข้าใจปี 2000 ทั้งสองประเทศสามารถตกลงกันได้แล้วกว่า 50% ของจุดปักปันเขตแดน 74 จุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลไกทวิภาคีมีศักยภาพในการทำงานได้จริง แม้จะคืบหน้าช้าก็ตาม
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้คือtrust ที่เพิ่มขึ้นต่อนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลไทยชุดใหม่ โดยเฉพาะข้อสัญญาที่จะแก้ปัญหาชายแดนด้วยวิธีสันติผ่านการเจรจา ซึ่งนายฮุน มาเนตระบุว่า ท่าทีทั้งสองฝ่ายreport ว่ามีความสอดคล้องกัน และเป็นkey ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
แผนใหม่แบบนี้อาจช่วยลดtension ความตึงเครียดได้จริง แต่ต้องดูว่าไทยจะตอบรับเร็วแค่ไหน
ถ้าเจรจาได้จริง ราคาน้ำมันและของจำเป็นในพื้นที่อาจลดลง เพราะการขนส่งจะคล่องตัวขึ้นmarket ตลาดก็จะดีขึ้น
แม้โอกาสสำเร็จจะน้อย แต่แค่มีhope ความหวังก็ยังดีกว่าสงครามที่ไม่มีวันจบ
1% ที่พูดถึง ฟังดูเหมือนยอมรับว่าclaim ข้อเรียกร้องของตัวเองอ่อน แต่เลือกไม่แสดงออกตรงๆ
อย่าลืมว่าประชาชนในพื้นที่ต้องทนทุกข์มานาน การเจรจาควรคำนึงถึงcost ต้นทุนด้านชีวิตและความเป็นอยู่ด้วย
ถ้า JBC กลับมาทำงานได้จริง หวังว่าจะเร่งปักปันเขตแดนให้เสร็จโดยเร็วquickly อย่างรวดเร็ว