ฮุน มาเนต เปลี่ยนทิศ เดินหน้าเจรจาทวิภาคีกับไทย
การเปลี่ยนแปลงท่าทีของprime minister ผู้นำกัมพูชา กลายเป็นประเด็นร้อนทันทีที่เขาแสดงความพร้อมในการกลับเข้าสู่โต๊ะbilateral talks กับไทย โดยไม่รอทางเลือกจากinternational court อีกต่อไป การประกาศผ่านstatement และคลิปเสียงที่เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ สะท้อนถึงความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมานาน โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ขัดแย้งชายแดนที่ยืดเยื้อ
แหล่งข่าวจากเดอะ พนมเปญโพสต์รายงานว่า ฮุน มาเนต เน้นย้ำว่ากลไกการเจรจาระหว่างประเทศแบบทวิภาคีมีความquickly และeffective กว่าการพึ่งพาศาลโลกที่ต้องใช้เวลาหลายปี พร้อมยกตัวอย่างความขัดแย้งในยูเครนและฉนวนกาซาที่สุดท้ายทุกฝ่ายก็ต้องกลับมาเจรจา แม้จะมีการนองเลือดมานาน
ความคืบหน้าของjoint commission (JBC) ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหลักฐานสนับสนุน ว่าทั้งสองประเทศสามารถตกลงกันได้แล้วกว่าhalf ของแนวชายแดนทั้งหมด 43 ใน 74 จุด ซึ่งสะท้อนว่ากลไกนี้ยังมีpotential ในการคลี่คลายปัญหาต่อไปได้ หากมีความตั้งใจทางการเมืองที่แน่วแน่
อย่างไรก็ตาม ท่าทีนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากopposition ที่มองว่ารัฐบาลตระกูลฮุนบริหารมานานแต่ไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้ ขณะที่นักวิชาการชี้ว่าแรงผลักดันสำคัญอาจมาจากรัฐบาลที่ต้องการสร้างpublic trust และผลงานก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นปีหน้า ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงทางการเมืองในปี 2571 หากไม่มีความคืบหน้าใดๆ
การกลับมาเจรจาครั้งนี้น่าจะเกิดจากpressure แรงกดดันภายในประเทศมากกว่าความจริงใจ ต้องจับตาดูว่าจะจริงจังแค่ไหน
ทหารไทยควรตั้งเงื่อนไขชัดเจน อย่าให้เกิดการใช้เจรจาเป็นtactic กลอุบายเพื่อซื้อเวลาเหมือนครั้งก่อน
ประชาชนชายแดนได้แต่หวังว่าความขัดแย้งจะจบเร็วๆ ไม่ต้องอยู่กับuncertainty ความไม่แน่นอนแบบนี้ตลอดไป
นี่อาจเป็นnew opportunity โอกาสใหม่สำหรับความสัมพันธ์สองประเทศ ถ้าทั้งสองฝ่ายจริงใจ
ไม่น่าแปลกใจที่เขาเปลี่ยนท่าที เพราะตอนนี้market ตลาดการเมืองโลกไม่หนุนเรื่องขัดแย้งชายแดนแล้ว
แล้วฝ่ายไทยจะตอบสนองต่อproposal ข้อเสนอนี้อย่างไร หรือจะยังคงยึดนโยบายเดิมต่อไป