รัฐบาลอนุทิน กับการแก้ปัญหาไฟใต้ หลัง 22 ปี บาดแผล-ความสูญเสีย
การลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลเมื่อวันที่ 17 เมษายน ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่ารัฐบาลชุดใหม่ตั้งใจจะเร่งรัดpeace process ที่ค้างคามานานกว่าสองทศวรรษ หลังจากที่ปัญหา "southern unrest " ก่อให้เกิดทั้งความสูญเสียชีวิต ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และบาดแผลทางสังคมลึกซึ้ง การนำทีมทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร และตำรวจลงไปรับฟังเสียงสะท้อนโดยตรง สะท้อนpolicy shift ที่อาจไม่พึ่งพาการพูดคุยกับตัวกลางจากต่างประเทศ เช่น สวีเดน ที่ถูกมองว่าสิ้นเปลืองงบประมาณ
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชี้ว่า ความท้าทายสำคัญไม่ใช่แค่การหาmediator แต่คือการเจรจากับกลุ่มที่มีreal influence ในพื้นที่ ขณะที่โครงสร้างการบริหารจัดการความมั่นคงยังมีความทับซ้อนกันอยู่บ้างระหว่างกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าและศอ.บต.หน่วยงานที่เป็นข้าราชการประจำ ซึ่งมักรอคำสั่งแทนที่จะเสนอแนวทางนำร่องเอง
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกองทัพ โดยเฉพาะการแต่งตั้งแม่ทัพภาคที่ 4ที่มาจากพื้นที่ภาคอีสาน สะท้อนการดึงโมเดลการแก้ปัญหาความไม่สงบแบบสงครามเย็นมาปรับใช้ นั่นคือเน้นการพัฒนาควบคู่กับความมั่นคง และมองว่าผู้ก่อความไม่สงบก็เป็นคนไทยด้วยกันที่อาจถูกmisguided ideology นำพา อย่างไรก็ตาม การสื่อสารที่ไม่รอบด้านของผู้นำทหาร เช่นกรณีที่แม่ทัพแสดงความเห็นต่อเหตุลอบยิง ส.ส. จนเกิดแรงกดดันจากสังคม ก็เปิดช่องให้เกิดpublic distrust
แม้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีจะกำหนดเป้าหมายให้สามจังหวัดชายแดนใต้ปลอดความรุนแรงในปี 2570 แต่สถานการณ์ปัจจุบันยังห่างไกลจากเป้าหมาย ผู้วิเคราะห์มองว่าการเปลี่ยนแปลงจะต้องเริ่มจากการgenuine understanding ต่อความต้องการของคนในพื้นที่ ไม่ใช่การใช้เงินหรือโครงการพัฒนาแบบยัดเยียด แต่ต้องให้ความdignity ความเท่าเทียม และการยอมรับวิถีชีวิต ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างpublic trust ระยะยาว
คนใต้ไม่ต้องการทหารมาพูดเหมือนเหนือกว่า แต่ต้องการให้มาฟังอย่างจริงใจrespect การให้เกียรติต่างหากคือสิ่งที่ขาดมานาน
เปลี่ยนแม่ทัพไม่ช่วยอะไร ถ้าโครงสร้างcommand system ระบบบัญชาการยังไม่เปลี่ยน ศอ.บต.ต้องมีอำนาจตัดสินใจมากกว่านี้
ลูกฉันเรียนที่ยะลาก็บอกว่าเด็กๆ รุ่นใหม่เริ่มเปิดใจแล้ว ถ้ารัฐบาลพูดดีๆ ไม่ดูถูกศาสนาtrust ความเชื่อมั่นอาจกลับมาได้
สันติภาพต้องใช้เวลา แต่การสื่อสารผิดแค่ครั้งเดียวทำลายprogress ความก้าวหน้าได้ในพริบตา
พลเอกทรงวิทย์ถ้ามาจริง อาจเปลี่ยนแนวทางได้ เพราะท่านมองsecurity ความมั่นคงไม่ใช่แค่เรื่องปืน แต่รวมถึงเศรษฐกิจและสังคม
แล้วเมื่อไหร่เราจะเลิกใช้คำว่า 'ก่อความไม่สงบ' แล้วเริ่มเรียกมันว่า 'ความขัดแย้ง' เพื่อให้dialogue การพูดคุยเริ่มต้นบนพื้นฐานที่เท่าเทียม?