น้ำมัน WTI ดิ่งแรง นักลงทุนจับตาดีลเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน คลี่คลายวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงอย่างรุนแรงเมื่อวันอังคารที่ 14 เมษายน 2569 ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงคุกรุ่นในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยสัญญาน้ำมันดิบmarket WTI งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคมร่วงลงถึง 7.80 ดอลลาร์ ปิดที่ 91.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เบรนท์ลดลง 4.57 ดอลลาร์ อยู่ที่ 94.79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
การปรับตัวลงของprice ดังกล่าวเกิดขึ้นแม้จะมีความหวังว่าplan เจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเพื่อยุติความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก อาจกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง โดยแหล่งข่าว 5 รายระบุว่า ทั้งสองฝ่ายอาจกลับมาเจรจาที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ภายในสัปดาห์นี้
แม้pressure ทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีอยู่ แต่ความหวังต่อข้อตกลงในอนาคตช่วยให้บรรยากาศในfinancial market ปรับตัวดีขึ้น โดยดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปิดในแดนบวก ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวลง ท่ามกลางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ
ด้านนายกรัฐมนตรีปากีสถานยืนยันว่าความพยายามทางการทูตยังดำเนินต่อไป และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ก็ระบุว่ามีการประสานงานอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้เกิดagreement ที่เป็นรูปธรรมquickly นักลงทุนทั่วโลกยังคงจับตางานเจรจานี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงด้านพลังงานและglobal economy
ราคาน้ำมันลงแรงขนาดนี้ น่าจะช่วยลดcost ต้นทุนขนส่งในประเทศได้บ้าง
ตลาดตอบสนองต่อความหวังมากกว่าข้อเท็จจริง แค่มีข่าวว่าจะเจรจา ก็ทำให้trust ความเชื่อมั่นกลับมาแล้ว
ช่องแคบฮอร์มุซสำคัญมาก ถ้ามีดีลจริง ความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของsupply การจัดส่งจะลดลงทันที
แล้วราคาน้ำมันในประเทศจะลงตามไหม หรือบริษัทจะเก็บไว้เป็นกำไร แบบนี้ก็แค่report รายงานดีๆ แต่ไม่เห็นผลจริง
ปากีสถานเข้ามาเจรจาแทนที่ไหนก็ได้ แสดงว่าบทบาทการทูตของเขากำลังได้รับattention ความสนใจเพิ่มขึ้น
ถ้าดีลล้มอีกครั้ง แรงกระเพื่อมในmarket ตลาดจะกลับมาแรงกว่าเดิมแน่