‘บิ๊กดุลย์’ โซ่ข้อกลางพลังอีสาน: ทหารชั้นผู้น้อยจะเปลี่ยนหน้ากองทัพได้ไหม?
เมื่อวันที่ 17 เมษายน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือที่รู้จักในชื่อnickname จะเดินเข้าสู่กระทรวงกลาโหมเป็นครั้งแรกในบทบาทใหม่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมพิธีสักการะศาลหลักเมืองและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในกระทรวง รวมถึงงานครบรอบ 139 ปี แห่งการสถาปนากระทรวง ซึ่งจัดย้อนหลังจากวันจริง 8 เมษายน ความหวังของผู้สนับสนุน อย่างครูใหญ่จากบุรีรัมย์ คือการได้เห็นรัฐบาลชุดนี้อยู่ครบเทอม 4 ปี โดยมีbridge ที่เชื่อมโยงระหว่างการเมืองกับกองทัพอย่างกลมกลืน นั่นคือ ‘บิ๊กดุลย์’ ผู้มากับเส้นทางทหารชั้นผู้น้อย แต่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในกระทรวงกลาโหมได้อย่างน่าจับตา
พล.ท.อดุลย์ หรือที่เรียกกันในวงการว่าmilitary รุ่น ตท.26 ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มาพร้อมกับเครือข่ายที่แน่นแฟ้นที่สุดในกองทัพยุคปัจจุบัน ทุกเหล่าทัพแทบจะมีเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่นเดียวกันคุมตำแหน่งสำคัญ ทั้งในกองทัพบก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. หรือ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ ‘บิ๊กดุลย์’ จากการทำงานร่วมกันในภารกิจพิเศษ การสื่อสารจึงไม่ต้องอาศัยคำพูดมากนัก เพราะแค่look ก็เข้าใจกันได้แล้ว ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพจึงดูราบรื่น ไม่มีแรงต้านที่น่ากังวล
หน้าที่แรกของรัฐมนตรีป้ายแดงคนนี้ ไม่ใช่แค่เดินพิธีกรรม แต่คือการcontinue งานเร่งด่วนที่คั่งค้าง ทั้งประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังอยู่ในภาวะพักรบ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การสร้างรั้วชายแดน และการรับมือกับการปะทะรอบใหม่ที่อาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ รวมถึงการปราบปรามscammers ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ควบคู่ไปกับการขันน็อตการเกณฑ์ทหารใหม่ ไม่ให้เกิดการทารุณกรรมหรือการฝึกที่ขัดระเบียบ พร้อมดูแลสิทธิสวัสดิการให้ทั่วถึง เพื่อรักษาภาพลักษณ์ขององค์กรที่ประชาชนยังให้ความเคารพ
ความท้าทายที่แท้จริงคือการจัดสมดุลระหว่างเสถียรภาพทางการเมืองกับการปฏิรับไม่เสี่ยงต่อวาทกรรม 'ชนชั้นทหาร' ที่เคยถูกใช้โจมตีมาตลอด แต่ ‘บิ๊กดุลย์’ พยายามสื่อสารผ่านถ้อยคำว่า ทุกคนในกองทัพไม่ว่าจะเป็นนายสิบหรือนายพล ล้วนมีอุดมการณ์ร่วมในการปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เขาจึงเตรียมผลักดันนโยบายเพิ่มค่าตอบแทนให้ทหารชั้นประทวน ที่เป็น 'กระดูกสันหลัง' ของกองทัพ พร้อมตั้งทีมงานสื่อสารใหม่ คาดว่าจะดึง พ.อ.หญิง นุสรา หรือ 'ผู้พันเจี๊ยบ' มาเป็นกำลังสำคัญ หวังให้ข่าวสารจากกระทรวงกลาโหมถูกสื่อสารอย่างclear และเป็นจริง ไม่บิดเบือน
ในขณะที่รัฐบาลเผชิญวิกฤติพลังงานและน้ำมันแพง ‘กระทรวงกลาโหม’ ก็ยังคงเป็นสายล่อฟ้าที่ถูกโจมตีเสมอมา แต่ด้วยความเป็นที่ยอมรับจากทั้งฝ่ายความมั่นคงและประชาชน ทำให้ ‘บิ๊กดุลย์’ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้กองทัพกลายเป็นfuel ของความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งยังส่งสัญญาณว่า ไม่ว่าจะเริ่มจากตำแหน่งใดในกองทัพ ก็สามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ หากมีความสามารถและศรัทธาในสถาบัน ดังนั้น บทบาทของเขาในอีก 4 ปีข้างหน้า อาจไม่ใช่แค่การดูแลกระทรวง แต่คือการหล่อหลอมอนาคตของกองทัพและรัฐบาลไปพร้อมกัน
หวังว่าจะจริงจังกับการดูแลชายแดนจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดในงานแถลง
เป็นhope ความหวังของทหารชั้นผู้น้อยที่อยากเห็นคนจากข้างล่างได้ขึ้นมาบริหารบ้าง
ทุกอย่างดูดี แต่ถ้าไม่จัดการกับปัญหาคอร์รัปชันในกองทัพ ความมั่นคงก็แค่ภาพลวงตา
ขอให้ดูแลเรื่องwelfare สวัสดิการทหารให้ทั่วถึงจริงๆ อย่าให้ครอบครัวทหารต้องลำบาก
ไม่ว่าใครนั่งเก้าอี้นั้น กองทัพก็ยังเป็นสถาบันที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศอยู่ดี
ถ้าสามารถเจรจาสงบศึกกับกัมพูชาได้โดยไม่ต้องยิงแม้แต่นัดเดียว นั่นแหละคือชัยชนะที่แท้จริง
การดึงspokesperson โฆษกใหม่เข้ามา น่าจะเปลี่ยนวิธีการสื่อสารของกระทรวงให้ทันสมัยขึ้น
อย่าลืมว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเพื่อนร่วมรุ่น อาจถูกมองว่าเป็นอุปถัมภ์ได้