สางปมร้อนกู้ศรัทธารัฐบาล | เดลินิวส์
รัฐบาลชุดปัจจุบันเผชิญกับpressure อย่างหนักในการฟื้นฟูpublic trust จากประชาชน หลังถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในหลายประเด็นร้อน ทั้งเรื่องprice น้ำมัน ค่าไฟ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่พุ่งสูงขึ้น แม้รัฐมนตรีหลายรายจะยืนยันว่าทีมงานรัฐบาลมีความสามัคคีและมีเป้าหมายร่วมในการนำประเทศผ่านcrisis แต่ความคาดหวังของประชาชนก็ไม่ได้อยู่แค่คำพูด ทุกฝ่ายจับตาดูว่ารัฐบาลจะสามารถdeliver ตามวาทกรรมที่ใช้หาเสียงได้จริงหรือไม่
หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการคลี่คลายกรณีscammer และการฟอกเงินข้ามชาติ ที่ล่าสุดรัฐสามารถยึดทรัพย์สินกว่า 2 หมื่นล้านบาทได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นresult ลัพธ์ที่น่าประทับใจ แต่สังคมยังคงตั้งคำถามว่า รัฐบาลจะกล้าtackle ถึงต้นตอหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายอาชญากรรมกับบุคคลในรัฐบาล ซึ่งหากเพียงจับผู้ต้องหาในระดับล่าง ก็อาจไม่เพียงพอต่อการสร้างconfidence ระยะยาว
ด้านนโยบายเศรษฐกิจ รัฐได้เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น การขยายโครงการคนละครึ่งพลัส การตรึงelectricity cost 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท และการกระจายสินค้าราคาถูกทั่วประเทศ แม้จะได้รับการต้อนรับในเบื้องต้น แต่ฝ่ายค้านก็ตั้งข้อสังเกตว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจอาจไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสมในช่วงที่ประชาชนเดือดร้อนจากliving cost ที่สูง ควรเน้นการเยียวยาโดยตรงมากกว่า
สิ่งที่รัฐบาลต้องทำต่อไป คือการพิสูจน์ว่าสามารถrespond ต่อปัญหาที่แท้จริงได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาปลายเหตุ หากต้องการฟื้นความเชื่อมั่นได้ 100% ตามที่ประกาศไว้ ก็จำเป็นต้องกล้าตรวจสอบnetwork ในฝ่ายบริหารเอง รวมถึงปิดช่องว่างที่ทำให้ทุนเทาและผลประโยชน์ทับซ้อนสามารถoperate ได้โดยไม่ถูกลงโทษ ความโปร่งใสและความกล้าหาญจึงเป็นkey สำคัญในช่วง 2 ปีนี้
นโยบายคนละครึ่งอาจช่วยบางคนได้ แต่หลายคนยังรู้สึกว่าcost ต้นทุนชีวิตสูงเกินไป
จับสแกมเมอร์ได้ก็ดีแล้ว แต่ถ้าไม่แตะต้องpower อำนาจข้างบน ก็คงจบแค่ประวัติศาสตร์เดิม
ค่าไฟ 3 บาท 200 หน่วยแรกฟังดูดี แต่จริงๆ แล้วใช้ได้จริงแค่กี่ครัวเรือนนะquestion คำถามนี้ยังไม่มีใครตอบ
ถ้ารัฐบาลทำได้ตามที่พูดจริง 2 ปีนี้จะเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงสำคัญเลยhope ความหวังก็ยังมีอยู่
ทุกครั้งที่มีคดีใหญ่ ข่าวก็มักจะเงียบไปเองหลังผ่านไป 2-3 เดือน ครั้งนี้จะต่างหรือเปล่าrisk ความเสี่ยงที่ประชาชนต้องจับตา
คำพูดว่า 'ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม' ก็ดูดี แต่ถ้าไม่เริ่มจากคนในรัฐบาลเอง มันก็แค่slogan สโลแกนที่ไม่มีน้ำหนัก