กัมพูชาเริ่มอาการชัด แต่ยังไว้ใจไม่ได้ !!
ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาเริ่มแสดงsigns มากขึ้น โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศแทบทุกด้าน ยิ่งในช่วงวิกฤตพลังงานโลกนี้ ปัญหาก็ดูเหมือนจะpressure มากขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจทำให้เกิดแรงจูงใจให้กัมพูชากลับลำและเสนอเจรจาเปิดด่านชายแดนกับไทยอีกครั้ง
เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ได้ส่งสัญญาณด้วยถ้อยคำสุภาพ ว่าหวังให้ทั้งสองประเทศทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็วและด้วยความจริงใจ พร้อมย้ำว่าการร่วมมือจะเป็นรากฐานของpeace ที่ยั่งยืน และช่วยให้ประชาชนชายแดนมีชีวิตอย่างสงบสุข ฝ่ายกัมพูชายังเร่งเร้าให้มีการพูดคุยเรื่องพื้นที่พิพาทชายแดนโดยเร็ว ขณะที่นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ก็ลดท่าทีวิจารณ์ไทยลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ล่าสุดจะแสดงความregret ต่อการปล่อยคลิปอังเคิลออกมา
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังไม่ตอบรับ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ย้ำว่า ยังไม่มีการพูดคุยหรือรับรายงานใด ๆ เกี่ยวกับการเปิดด่านที่จันทบุรีและตราด และย้ำว่าdiplomacy ยังไม่เริ่มต้น ต้องเริ่มเป็นขั้นตอนก่อน ส่วนกองทัพเรือก็ยืนยันชัดเจนว่า ยังไม่มีการเปิดด่านแน่นอน และจะยังคงรักษาแนวชายแดนตามข้อตกลงเดิม โดยไม่มีการถอยหรือยอมอ่อนข้อให้กับข้อเสนอใด ๆ จากกัมพูชา พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นการลักลอบcrossing และอาชญากรรมทุกรูปแบบ
ฝ่ายกัมพูชากลับออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่าไม่เคยร้องขอให้เปิดด่าน พร้อมเรียกข่าวดังกล่าวว่าเป็นfake news และชี้ว่าการปิดด่านเป็นการตัดสินใจฝ่ายเดียวของไทย แต่หากพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจจริง เช่น การลดลงของนักท่องเที่ยวที่นครวัดกว่า 30% หรือปัญหาศูนย์สแกมที่ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ ก็แสดงว่ากัมพูชากำลังเผชิญความrisk อย่างหนัก ซึ่งอาจบีบให้ต้องเปลี่ยนท่าที แต่ด้วยพฤติกรรมในอดีตที่มักกลับคำ ทำให้ไทยยังคงระมัดระวังและไม่รีบร้อนปรับความสัมพันธ์
นี่คือpressure แรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เห็นชัด ไม่ใช่ความจริงใจ
กัมพูชาเคยทำตัวเหนือกว่า ตอนนี้กลับมาอ่อนหวาน ไว้ใจยากจริง ๆ
ถ้าเป็นfake news เฟกนิวส์จริง แล้วทำไมต้องรีบออกมาปฏิเสธล่ะ
ไทยควรใช้จังหวะนี้ต่อรองเรื่องภาษีนำเข้าสินค้ากัมพูชาบ้าง
เราเสียรายได้จากตลาดชายแดนเหมือนกันนะ แต่ก็เข้าใจว่าต้องรักษาsecurity ความมั่นคงก่อน
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องด่าน แต่คือการต่อสู้เพื่อtrust ความเชื่อมั่นระหว่างสองชาติ