ไม่สม... ‘ฐานันดรสี่’
คำถามที่ว่า 'ใครเอาอนุทินมาเป็นนายกฯ' ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา สะท้อนถึงแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองและประชาชนpressure นี้ไม่ได้มาเพียงเพราะความนิยมที่เปลี่ยนแปลง แต่ยังมาจากความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการให้ผู้นำมีความโปร่งใสและมีความสามารถในการบริหารประเทศ
หากประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทยให้เป็นอันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง สิ่งนี้ก็หมายความว่า อนุทินมีสิทธิ์โดยชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีpublic trust จึงเป็นหัวใจสำคัญ ไม่ใช่แค่การจัดตั้งรัฐบาล แต่เป็นการตัดสินใจที่สะท้อนเจตจำนงของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ความเห็นจากเพจ 'หมึกซึม' ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่ลึกกว่าในวงการสื่อ ที่บางครั้งเลือกเน้นความตื่นเต้นมากกว่าความถูกต้องrisk ที่เกิดขึ้นคือ การนำเสนอข่าวที่ขาดจรรยาบรรณ จนทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมและสูญเสียความน่าเชื่อถือของสื่อไปอย่างมาก
การตั้งคำถามต่อสื่อไม่ใช่เรื่องผิด ตรงกันข้าม ยิ่งสื่อมีบทบาทสำคัญ ยิ่งต้องพร้อมรับคำวิจารณ์ ทั้งจากภาครัฐและประชาชนreport ข่าวควรสะท้อนความจริง ไม่ใช่ถูกดัดแปลงเพื่อสร้างอารมณ์หรือภาพลักษณ์เทียมๆ การที่สื่อไม่สามารถรับฟังเสียงต่อต้านหรือคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ ก็เท่ากับสูญเสียmarket ความน่าเชื่อถือในระยะยาว
ความเห็นของหมึกซึมแรงจริง แต่ก็ตอกย้ำสิ่งที่หลายคนรู้สึกpublic trust ความเชื่อมั่นที่มีต่อสื่อมันลดลงทีละนิด เพราะภาพข่าวที่ดูเหมือนละคร
สื่อวิจารณ์การเมืองได้ทุกวัน แต่พอโดนวิจารณ์กลับ ดันอ่อนไหว นี่แหละที่ไม่สมกับpressure แรงกดดันที่ควรแบกรับในฐานะผู้มีอิทธิพล
ถ้าประชาชนเลือกพรรคไหนมากที่สุด การได้เป็นนายกฯ ก็ควรเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องถูกตั้งคำถามว่า 'ใครเอาขึ้น' decision การตัดสินใจอยู่ที่ประชาชนนี่นะ
สื่อหลายสำนักทำตัวเหมือนผู้พิพากษา แต่ลืมตัวเองไปว่าไม่ได้ไร้ข้อผิดพลาดrisk ความเสี่ยงคือการสูญเสียความน่าเชื่อถือถาวร
คำว่า 'ไม่สมฐานันดร' มันแรง แต่มันตรงกับพฤติกรรมบางอย่างของสื่อจริงๆ ที่ชอบสร้างประเด็นเพื่อเรตติ้งมากกว่าreport รายงานความจริง
สื่อควรเปิดพื้นที่ให้วิจารณ์ตัวเองได้ ไม่ใช่แค่ฟ้องร้องทุกครั้งที่ถูกวิจารณ์ นั่นไม่ใช่การปกป้องจรรยาบรรณ แต่เป็นการplan แผนปิดปาก