ชำแหละนโยบายรัฐบาลหนู: แผนใหญ่เอื้อทุน รายย่อยไม่รอด?
รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าประกาศplan นโยบายเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มbig business มากกว่าประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์มูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าทางการเงิน และการขาดpublic participation ในพื้นที่ แม้รัฐอ้างว่าจะยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ เชื่อมอินเดีย-แปซิฟิก และเพิ่ม GDP ได้ถึง 1.5% ต่อปี
ฝ่ายค้านชี้ว่านโยบายหลายข้อเป็นเพียงshort-term ไม่แก้ไขโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัสและการพักหนี้เกษตรกร ที่มองว่าเป็นเพียงการดูดคะแนนเสียง ขณะที่นโยบายปรับโครงสร้างenergy prices และค่าไฟฟ้า ถูกวิจารณ์ว่าไม่กล้าแตะกำไรของกลุ่มทุนพลังงาน แต่กลับผลักภาระไปที่กองทุนน้ำมันและรัฐวิสาหกิจ ทำให้เกิดpressure ต่อระบบการเงินสาธารณะ
อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือการนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียจำนวน 2 ล้านตัน ภายใต้การนำของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีเกษตร ที่อาจต้องใช้งบอุดหนุนส่วนต่างกว่า 12,000 ล้านบาท แม้เป้าหมายคือช่วยเกษตรกร แต่คำถามคือ ใครคือผู้รับผลประโยชน์จริง? การพึ่งพา G2G และเครือข่ายโลจิสติกส์ที่มีความผูกพันทางการเมือง ทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องการผูกขาดและการกระจายไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่อาจไม่ได้รับprice ที่แท้จริง
โครงการใหญ่ทั้งสองยังก่อให้เกิดrisk ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยเส้นทางแลนด์บริดจ์พาดผ่านป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ และพื้นที่แนวปะการัง ซึ่งอาจทำลายระบบนิเวศชายฝั่งและส่งผลกระทบต่อรายได้ประมงท้องถิ่น ขณะที่การพึ่งพาเทคโนโลยี AI และ Big Data ในภาคเกษตร ก็ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการขายฝันให้กับผู้มีทุน หรือช่วยเหลือเกษตรกรฐานรากที่แท้จริง ท่ามกลางการเรียกร้องให้ยุติspecial law ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนมีเสียง
โครงการนี้จะสร้างงานจริงไหม หรือแค่เอื้อให้บริษัทก่อสร้างbig business ทุนใหญ่กับพันธมิตรเท่านั้น
รัฐอ้างpublic trust ความเชื่อมั่นแต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดการเจรจา G2G กับรัสเซีย มันขัดกันชัดๆ
แล้วพวกเราที่ขายของรายเล็กจะได้อะไรจากmarket ตลาดที่รัฐบอกว่าจะขยาย
ถมทะเล 7,000 ไร่ เพื่อโครงการที่risk ความเสี่ยงสูงแบบนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจแล้ว มันคือการฆ่าอนาคต
ทุกครั้งที่มีแผนใหม่ใหญ่ๆ วงเงินมหาศาล ผลสุดท้ายมักตกอยู่กับกลุ่มเดิมๆ ทุกที
รัฐบาลบอกจะตอบสนองquickly อย่างรวดเร็วแต่เวลาชาวบ้านร้องเรียนผลกระทบ กลับเงียบกริบ