“ดร. เอกนิติ” เผยแผนรื้องบปี 69-70 ดึงเงินคืนแสนล้าน เตรียมกระสุนรับมือวิกฤตพลังงาน
ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยแผนbudget ปี 2569-2570 ที่เน้นการตัดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อrecover กลับคืนสู่รัฐในมูลค่า 7 หมื่นถึง 1 แสนล้านบาท พร้อมเตรียมเงินก้อนนี้ไว้รับมือกับenergy crisis ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การบริหารจัดการpublic spending อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP โดยมีเพดานหนี้ที่ 70% ทำให้ยังมีช่องว่างในการกู้เพิ่มได้อีกประมาณ 4% หรือราว 8 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่รีบใช้borrowing power เต็มที่ แต่ขอประเมินglobal situation และผลจากการปรับงบประมาณก่อน โดยเน้นการใช้จ่ายจากexisting budget ที่ยังไม่ได้ใช้ไปอย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ไม่เพิ่มภาระหนี้ใหม่
ในขั้นตอนแรก รัฐจะโอนงบประมาณปี 2569 โดยตรวจสอบหน่วยงานที่ใช้จ่ายไม่ทันหรือไม่มีefficiency ภายในวันที่ 30 เมษายน คาดว่าจะดึงเงินกลับมาได้ 7-10 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับงบกลางเดิมอีก 2.5 หมื่นล้าน จะมีเงินสำรองรวม 9.5 หมื่นถึง 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้ผ่าน พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย ที่คาดว่าจะเสนอเข้า ครม. ได้ในกลางเดือนมิถุนายน 2569 ตามแบบที่เคยทำช่วงcrisis โควิด-19
สำหรับงบปี 2570 จะมีการทบทวนและตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงานต่างประเทศหรือการก่อสร้างอาคารใหม่ เพื่อredirect ใหม่ให้กับกลุ่มเปราะบางและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น การส่งเสริมติดตั้งsolar panels บนหลังคาบ้าน และช่วยเหลือผู้ใช้รถขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน โดยมุ่งเน้นการใช้เงินให้เกิดlong-term impact แทนการแจกจ่ายทั่วไป
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าหน่วยงานไหนใช้เงินไม่คุ้ม ต้องมีtransparency ความโปร่งใสจริงๆ ไม่งั้นก็แค่ย้ายเงินไปมา
กู้ได้แต่ต้องใช้ให้ถูก ต่างชาติไม่หวั่นเรื่องหนี้ แต่จับตาว่าspending plan แผนการใช้จ่ายชัดเจนไหม นี่คือประเด็น
เตรียมกระสุนไว้รับมือวิกฤต ฟังดูดี แต่คนจนรอไม่ได้ ช่วยแบบเจาะจงต้องได้จริง ไม่ใช่แค่announcement ประกาศแล้วเงียบ
ตัดงบดูงานต่างประเทศก่อนเลย พวกนี้มักเป็นunnecessary expense ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจริงๆ
สนับสนุนการติดตั้งrenewable energy พลังงานหมุนเวียนดีแล้ว แต่ต้องไม่ลืมคนต่างจังหวัดที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี
เคยปรับเพดานหนี้ตอนโควิด คราวนี้ก็อาจทำอีก แต่ต้องไม่ลืมว่าpublic trust ความเชื่อมั่นของประชาชนสำคัญที่สุด
ช่วยกลุ่มขนส่งได้ดี แต่ค่าครองชีพพุ่งทุกวัน ต้องดูว่าเงินช่วยนั้นkeep up ทันกับค่าครองชีพไหม