น้ำมันพุ่ง $5 หลังสหรัฐฯ-อิหร่านส่อเจรจาล้ม หุ้นสหรัฐฯ ปิดลบ-ทองคำร่วง
ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกือบ 6 เปอร์เซ็นต์เมื่อวันจันทร์ (20 เม.ย.) หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านปะทุขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลว่าpeace talks ที่อาจเกิดขึ้นในปากีสถานจะล้มเหลว โดยจุดระเบิดเริ่มจากเหตุการณ์ยึดเรือสินค้าอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสหรัฐฯ อ้างว่าฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อม ส่งผลให้อิหร่านประกาศเตรียมretaliation ทันที
สัญญาน้ำมันดิบไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นถึง 5.76 ดอลลาร์ปิดที่ 89.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน เพิ่มขึ้น 5.10 ดอลลาร์ ปิดที่ 95.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวสูงขึ้นสะท้อนmarket risk ต่อเสถียรภาพการขนส่งพลังงานในภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์และenergy cost ทั่วโลกเพิ่มขึ้น
ความไม่แน่นอนดังกล่าวฉุดดัชนีหุ้นวอลล์สตรีทให้ปิดในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 4.87 จุด หรือ 0.01% ขณะที่เอสแอนด์พี และแนสแดค ต่างปรับตัวลงกว่า 0.2% นักลงทุนเริ่มประเมินeconomic impact จากความขัดแย้งที่อาจขยายตัว โดยเฉพาะต่อผลประกอบการของบริษัทข้ามชาติ เช่น ล็อคฮีด มาร์ติน และไอบีเอ็ม ที่มีกำหนดเปิดเผยรายได้ในสัปดาห์นี้
ด้านตลาดทองคำ ซึ่งมักเป็นsafe haven ในช่วงวิกฤต กลับปรับตัวลดลง 50.80 ดอลลาร์ หรือ 1.04% ปิดที่ 4,828.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากความเคลื่อนไหวดังกล่าวผลักดันให้dollar strength ขึ้น ทำให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น แม้ความตึงเครียดจะยังคงอยู่ แต่ตลาดกลับตอบสนองด้วยการหนีเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ราคาน้ำมันขึ้นแค่ชั่วคราวไหม หรือจะเป็นlong-term trend แนวโน้มระยะยาวจริงๆ
ปกติทองจะพุ่งทุกครั้งที่มีวิกฤต แต่คราวนี้กลับfall sharply ร่วงหนักแปลกจริงๆ
หุ้นตกแค่จุดเดียว แต่ข่าวดูตึงเครียดมาก แสดงว่านักลงทุนอาจยังไม่panic selling เทขายกัน
ถ้าการเจรจาล้ม โลกจะต้องจ่ายราคาด้วยhigher cost ต้นทุนที่สูงขึ้นแน่นอน
ดอลลาร์แข็ง แปลว่าเงินปันผลจากสหรัฐฯ น่าจะดีขึ้นสำหรับนักลงทุนไทยdollar strength ดอลลาร์แข็งนี่ดีต่อใครบ้าง
บริษัทอย่างล็อคฮีด มาร์ติน อาจได้benefit ประโยชน์จากความตึงเครียดแบบนี้
หุ้นไม่ร่วงหนัก แสดงว่าตลาดยังเชื่อว่าความขัดแย้งจะไม่บานปลายmarket confidence ความเชื่อมั่นของตลาดยังอยู่
แค่เรือสินค้าลำเดียว แต่ส่งผลต่อทั้งglobal market ตลาดโลกจริงๆ