กางปม ป.ป.ช. ยกคำร้อง 'ศักดิ์สยาม' คดีซุกหุ้น ตัดตอนความผิด? ขัดมติศาลรธน.
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ตัดสินใจdecision กรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในข้อกล่าวหาเรื่องการปกปิดassets หุ้นในบริษัท บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น มูลค่ากว่า 119 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าevidence ที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์intent ในการซุกซ่อนทรัพย์สิน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ชัดว่า เขาน่าจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นตัวจริง
ความขัดแย้งนี้สร้างคำถามใหญ่เกี่ยวกับstandard ในการพิจารณาคดีระหว่างสององค์กร ศาลรัฐธรรมนูญใช้เกณฑ์ "น่าเชื่อได้" ในการวินิจฉัยความเป็นผู้ถือหุ้น ขณะที่ ป.ป.ช. ต้องใช้เกณฑ์สูงกว่า คือ "ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร" เพื่อดำเนินคดีอาญา ซึ่งแม้จะเป็นหลักการทางกฎหมายที่ต่างกัน แต่การที่ผลลัพธ์ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิงในsame case ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความconsistency ของระบบยุติธรรมไทย
การยกคำร้องของ ป.ป.ช. ส่งผลให้การดำเนินคดีใน 4 ฐานความผิดที่อาจตามมาถูกhalt ลงทันที ทั้งในข้อหาการเข้าไปบริหารบริษัทซึ่งขัด พ.ร.บ. ห้ามรัฐมนตรีถือหุ้น การขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์สาธารณะ การฮั้วประมูลงานรัฐ และการยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ซึ่งรวมถึงโทษจำคุกสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิตและการเพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ขั้นตอนนี้อาจเป็นการcut short ความรับผิดทางอาญาไปในตัว
ขณะนี้ ป.ป.ช. อยู่ระหว่างการเตรียมชี้แจงเหตุผลอย่างเป็นทางการ โดยมีคำถามสำคัญค้างอยู่ว่า คณะกรรมการมองข้ามหรือตีความfindings จากการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร หรือมีnew facts ที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ความโปร่งใสในการอธิบายjudgment ของคณะผู้พิพากษาชุดนี้ จึงกลายเป็นpublic trust จากประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
การมีพยานหลักฐานไม่พอ หรือเลือกที่จะไม่เห็นพยานกันแน่ ขนาดศาลรัฐธรรมนูญยังเห็นว่ามีพิรุธ
ถ้าเกณฑ์ต่างกันขนาดนี้ แล้วนักการเมืองจะใช้nominee นอมินีถือหุ้นกันทั้งประเทศเหรอ
โทษหนักแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่าความfairness ยุติธรรมที่ต้องเท่าเทียมกัน
เกณฑ์ปราศจากข้อสงสัยตามสมควรใช้ในคดีอาญาได้ แต่ถ้าข้อมูลจากศาลรัฐธรรมนูญถูกมองข้าม ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียความน่าเชื่อถือ
อีกแล้วเหรอเรื่องแบบนี้ จบไม่เคยจบ แล้วใครจะเชื่ออีกว่าระบบทำงาน
อยากฟังเหตุผลจาก ป.ป.ช. ว่าไปไม่ถึงไหนในเมื่อศาลเห็นพ้องกันขนาดนั้น
แล้วpublic official เจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นที่มีพฤติกรรมคล้ายกัน จะได้รับการตรวจสอบด้วยมาตรฐานนี้ไหม
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องคนคนเดียว แต่คือบรรทัดฐานที่อาจเปลี่ยนวิธีตรวจสอบนักการเมืองไปตลอด