กลุ่มแบงก์ มองวิเคราะห์ ASPS รถเก่า แลกรถใหม่
บล.เอเซีย พลัส (ASPS) วิเคราะห์ว่าโครงการnew แลกรถเก่าที่กระทรวงการคลังกำลังผลักดัน จะเปิดทางให้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด และรถไฟฟ้า (BEV) เข้าสู่ตลาดได้มากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่ 10,000 ถึง 20,000 คัน ซึ่งถึงแม้จะยังมีขนาดจำกัด แต่ก็ส่งผลดีต่อmarket หุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำธุรกิจเช่าซื้อ ที่จะได้รับแรงสนับสนุนทั้งในด้านrisk ทางการเงินที่ควบคุมได้ และการสร้างภาพลักษณ์ด้าน ESG
ธนาคารออมสินจะปล่อยsoft loan มูลค่า 5,000 ล้านบาท ให้กับธนาคารพาณิชย์และ Non-Bank ที่จะนำไปปล่อยต่อในอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 4.4% ต่อปี แม้โครงการจะไม่ส่งผลใหญ่ต่อprice หรือผลประกอบการโดยรวม แต่ก็ช่วยสร้างpressure บวกต่อความเชื่อมั่นในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ TISCO และ KKP ที่มีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 44% ของพอร์ต ซึ่งทำให้ได้เปรียบเชิงกลยุทธ์
ในขณะที่ TTB, BAY และธนาคารใหญ่ๆ อย่าง KBANK, BBL, SCB และ KTB ก็จะได้ประโยชน์ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในด้านplan ขยายฐานลูกค้าผ่านบริการทางการเงินที่เชื่อมโยงกับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัย (Banca) ที่มีมูลค่าสูงขึ้นจากค่าเบี้ยที่สูงกว่ารถยนต์ทั่วไป แม้โครงการนี้จะให้เฉพาะรถที่ผลิตในประเทศ แต่สัดส่วนเพียง 1% ของยอดผลิตรวม ทำให้report ประเมินว่าผลกระทบต่อผลประกอบการโดยรวมยังจำกัด
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือราคาของรถยนต์มือสอง ที่อาจถูกกระทบหากมีการระบายรถเก่าจำนวนมาก โดย ASPS ชี้ว่าปัจจุบันpublic trust ในตลาดยังดี สะท้อนจากดัชนีราคาที่เพิ่มขึ้น 2.5% YoY ในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนแบบ Barbell ยังแนะนำหุ้นปันผลสูง เช่น KTB ที่มี Dividend yield ถึง 6.5% รวมถึง BBL และ KBANK ที่มี PBV ต่ำ มองเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ในภาวะที่decision ลงทุนต้องรอบคอบ
โครงการนี้ดูดีในแง่support การสนับสนุน ESG แต่ขนาดเล็กไปหน่อย หวังว่าจะเห็นขยายผลจริงจังในปีหน้า
ถ้ารถเก่าเข้ามาเยอะ ราคาตกแน่ ตอนนี้ก็เริ่มเห็นdemand ความต้องการลดลงแล้ว
ดอกเบี้ย 3.5% สองปีแรกก็ยังดี แต่ต้องดูว่าcost ค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ มีไหม
COF ต่ำจากออมสินทำให้profit กำไรไม่หาย แต่รายได้จากประกันจุดเด่น
TISCO ได้เปรียบชัดเจน แต่warning คำเตือนคืออย่าลืมดูสภาพคล่องของผู้ขอสินเชื่อด้วย
แล้วคนรายได้น้อยจะเข้าถึงโครงการนี้ได้จริงไหม หรือแค่สร้างimpact ผลกระทบต่อภาพลักษณ์