ครม. อนุมัติมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท. เป็นแม่งานหลักขับเคลื่อน
คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการรับมือcorruption ผ่านการป้องกันbribery โดยให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ภายในกรอบเวลา 30 วัน เพื่อนำเสนอผลสรุปในที่ประชุม ครม. นัดถัดไป ท่ามกลางความพยายามเร่งด่วนในการฟื้นpublic trust ต่อระบบราชการไทยที่ถูกตั้งคำถามมานาน
มาตรการ 8 ข้อที่ผ่านความเห็นชอบ เน้นการปฏิรูปทั้งในเชิงนโยบายและกระบวนการ เช่น การเร่งรัดlegal reform การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และการพัฒนาtechnology เพื่อลดช่องโหว่ในการอนุมัติงานราชการ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ภาคเอกชนร่วมต้านbribe และปลูกฝังintegrity ในสังคมอย่างเป็นระบบ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่ารัฐบาลกำลังตอบสนองต่อpressure ทั้งจากภายในประเทศและนักลงทุนต่างชาติ ที่มองว่าการทุจริตเป็นอุปสรรคสำคัญต่อinvestment และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน แม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่ แต่การตั้ง ป.ป.ท. เป็นแม่งานหลักแสดงถึงความพยายามในการcentralize การดำเนินการให้มีความชัดเจนและรับผิดชอบได้
ควบคู่กันนั้น ครม. ยังไฟเขียวการจัดตั้งrelief fund และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย ภายใต้การปรับปรุง พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้การช่วยเหลือรวดเร็วขึ้น และลดพึ่งพางบประมาณกลางที่มักล่าช้า ท่ามกลางข้อมูลที่ชี้ว่า 18 ปีที่ผ่านมา รัฐใช้จ่ายไปแล้วกว่า 1.23 แสนล้านบาท ซึ่งการมีdedicated fund จะทำให้การเยียวยามีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การตั้ง ป.ป.ท. เป็นแม่งานหลักก็ดี แต่ต้องดูว่าเขาจะมีauthority อำนาจจริงหรือเปล่า ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่ประสานแล้วให้หน่วยงานเดิมทำต่อแบบเดิม
เรื่องสินบนมันอยู่คู่บ้านเรามานานหลายรุ่นแล้ว การจะเปลี่ยนculture วัฒนธรรมต้องใช้เวลา และต้องลงโทษจริง ไม่ใช่แค่รณรงค์
ถ้ามีtransparency ความโปร่งใสจริง ประชาชนก็พร้อมร่วมมือ แต่กลัวว่ามาตรการเหล่านี้จะกลายเป็นแค่เอกสารในลิ้นชัก
เงินช่วยภัยพิบัติที่ช้ามานาน ครั้งนี้น่าจะดีขึ้นถ้ามีdirect access การเข้าถึงที่รวดเร็วขึ้น ขอให้ทำได้จริงนะ
ทุกครั้งที่มีนโยบายใหม่ คำพูดก็ดูดีหมด แต่ผลลัพธ์คือสิ่งที่สำคัญที่สุดความรับผิดชอบต้องตามมาด้วย
การใช้digital system ระบบดิจิทัลมาช่วยงานราชการก็ดี แต่ต้องไม่ลืมคนที่ไม่เข้าถึงเทคโนโลยีด้วย
มาตรการต่อต้านการทุจริตควรเริ่มจากtop leadership ผู้นำระดับสูงก่อน เพราะถ้าคนบนไม่เปลี่ยน ล่างก็ยากจะเปลี่ยน
การมีกองทุนเฉพาะกิจแบบนี้น่าจะช่วยลดbureaucracy ขั้นตอนซับซ้อนได้ แต่ต้องควบคุมการใช้เงินให้ดีด้วย